ตำนานไอ้ไข่   เด็กวัดเจดีย์ 

Posted on 15 มีนาคม 202015 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

 เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักไอ้ไข่ แห่งวัดเจดีย์กันเป็นอย่างดี ยิ่งคนที่นิยมไปขอหวยตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างต่างแล้วละก็ไม่น่าจะพลาดที่จะไม่รู้จักกับไอ้ไข่ แน่นอน เพราะเสียงเล่าลือถือไอ้ไข่นั้นเป็นผู้ที่ให้โชคลาภกับชาวบ้านที่เดินทางไปกราบไหว้ขอพร และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้หวยแม่น ที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

สำหรับไอ้ไข่นั้นอยู่ที่วัดในจังหวัดจังหวัดนครศรีธรรมราช 

ซึ่งชื่อว่าวัดเจดีย์ โดยวัดนี้มีตำนานเล่าว่ามีอายุมามากกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงแค่เจดีย์เก่าเก่า รกร้างอยู่ในบริเวณที่กำลังสร้างโบสถ์อยู่ในปัจจุบันนี้นั่นเอง และเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านได้ร่วมกันบูรณะเจดีย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งและหลังจากนั้นก็มีพระเดินทางมาประจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ซึ่งทำให้ที่วัดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ให้ชาวบ้านได้เดินทางมาทำบุญ ร่วมกันและที่วัดแห่งนี้ จะมีพ่อท่าน

ซึ่งพ่อท่านในที่นี้คือ พระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่ โดยพบว่ามีอายุมาตั้งแต่สมัยที่วัดแห่งนี้ยังเป็นวัดร้างอยู่เลย ซึ่งอายุก็ราวราวร้อยกว่าปีมาแล้วเช่นกัน  และสำหรับประวัติของไอ้ไข่ แห่งวัดเจดีย์นั้นคือรูปไม้แกะสลักเป็นรูปเด็กชาย ที่มีอายุราวราวประมาณ 9-10 ขวบ ที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดเจดีย์ โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในบริเวณที่วัดแห่งนี้ ซึ่งไอ้ไข่ได้เป็นที่เคารพและสักการะ บูชาของชาวบ้านมาเนิ่นนานแล้ว

โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าขอได้ ไหว้รับโดยเฉพาะชาวบ้านมักจะมาขอไอ้ไข่เรื่องโชคลาภและการค้าขาย ตำนานของไอ้ไข่วัดเจดีย์นั้นมีมากมายหลายตำนาน แต่ที่จะเล่าวันนี้คือ มีชาวบ้านเล่าว่า ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านมักจะเห็นว่ามีเด็กมาวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณวัด แต่เมื่อชาวบ้านพากันเข้าไปดูใกล้ใกล้ก็ไม่เจอใคร จึงพากันเรียกเด็กที่ปรากฏร่างนั้นว่าเด็กวัด โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญาณที่สถิตอยู่ทีวัดแห่งนี้ วิญญาณของไอ้ไข่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร

เพียงแค่จะมาหยอกล้อเล่นเท่านั้น ชาวบ้านมักจะพากันเดินทางมาบนบานขอร้องให้ไอ้ไข่คอยช่วยเสมอ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า ไอ้ไข่นั้นคือวิญญาณของเด็กชายที่ติดตามมากับหลวงพ่อทวดตอนที่หลวงพ่อทวดเดินทางมาธุดงที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่สมัยยังเป็นวัดร้าง โดยหลวงพ่อทวดรับรู้ได้ว่าที่วัดร้างแห่งนี้มีทรัพย์สินที่มีค่าอยู่ จึงให้วิญญาณไอ้ไข่ เฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของที่วัดแห่งนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา จนผู้คนมาบูรณะวัดและได้เจอกับความศักดิ์สิทธิ์ต่างจึงมากราบไหว้ขอพร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ประวัติของหลวงปู่มั่น

Posted on 7 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

   เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักหลวงปู่มั่น พระเกจิชื่อดังอันดับต้นต้นของประเทศ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย  หลวงปู่มั่นเป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องจากทางยูเนสโก ให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ทางด้านสันติภาพ ซึ่งประวัติของหลวงปู่มั่นนั้นมีการกล่าวถึงกันมายาวนานแล้ว วันนี้เราจะมาลองทวนข้อมูลเหล่านั้นให้ฟังกันอีกครั้งค่ะ

          พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต หรือที่ชาวบ้านรู้จักท่านดี ในนามหลวงปู่มั่น

ท่านเป็นพระที่เน้นการเดินธุดงค์เป็นพระป่า ที่เรียกเช่นนั้นเพราะว่า ท่านมักจะชอบเดินทางไปธุดงค์ปักกรดไปทั่ว ไม่อาศัยอยู่ในวัดเหมือนพระที่เน้นการเทศนา ไม่ใช่พระนักพูด ท่านชอบไปปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ปลีกวิเวกไปคนเดียว และยึดหลักธรรมคำสั่งสอนอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดด้วย จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธากับประชาชนโดยทั่วไป

               หลวงปู่มั่นท่านเริ่มบวชเรียนทางธรรมครั้งแรกเมื่อตอนที่อายุ 15 ปีโดยครั้งแรกนั้นท่านบวชเป็นสามเณรและร่ำเรียนธรรมะที่วัดบ้านคำบง โดยท่านมีจิตใจใฝ่ศึกษาในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่ามากแต่บวชเรียนได้เพียงแค่สองปีเท่านั้นโยมพ่อของท่านก็มาบอกให้ท่านสึกออกจากการเป็นสามเณร โดยมาขอร้องให้ท่านกลับไปช่วยกันทำงานที่บ้าน ดังนั้นท่านจึงจำเป็นต้องลาสิขา กับไปเพื่อช่วยโยมพ่อทำงาน แต่ด้วยท่านมีจิตใจที่ฝักใฝ่ที่จะเรียนรู้ในทางธรรมมากกว่าการอยู่กับทางโลก วันหนึ่งท่านได้มาเจอกับหลวงปู่เสาร์ ซึ่งเป็นพระธุดงค์ เดินทางมาปักกลดอยู่แถวบ้าน

ท่านจึงได้อาสาเข้าไปรับใช้หลวงปู่เสาร์ คอยดูแลและถวายตัวเป็นลูกศิษย์ และเมื่อหลวงปู่เสาร์เดินทางไปที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่านจึงได้ลาพ่อเดินทางมากับหลวงปู่เสาร์ด้วยและในปี 2463 ท่านจึงได้กลับไปบวชเป็นพระอีกครั้งโดยมีการบวชที่วัด เลียบโดยได้ชื่อทางธรรมว่า ภูริทตฺโต หลังจากบวชแล้วท่านก็ตามหลวงปู่เสาร์

ไปปลีกวิเวกธุดงค์ตามสถานที่ต่างต่างจนเดินทางมาถึงที่จังหวัดนคพนม จนมาจำพรรษา ที่พระธาตุพนม และได้ให้ความรู้กับชาวบ้านถึงพระธรรมคำสั่งสอนและยังบอกให้ชาวบ้านได้ทราบด้วยว่า พระธาตุพนม มีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในตอนนั้นชาวบ้านยังไม่รู้ว่าวัดธาตุพนมเป็นสถานที่เก็บอัจฐิธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อต่อมาภายหลังทราบจึงช่วยกันดูแลและมีการจัดประเพณีงานบุญต่างต่างมากมาย โดยการนำของหลวงปู่มั่น จึงเป็นเหตุให้พระธาตุพนมเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนับตั้งแต่นั้นมา

 

สนับสนุนโดย  BK8

ทะเลอารัล น้ำในทะเลทรายที่หายไปอย่างปริศนา

Posted on 5 มีนาคม 20204 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วทะเลอารัลเป็นทะเลที่สร้างรายได้ให้กับในพื้นที่มาช้านาน แต่แล้ววันหนึ่งทะเลกับแห้งสนิดไม่มีน้ำเหลือและได้กลายมาเป็นทะเลทรายอย่างที่เห็น ทะเลอารัลเป็นทะเลปิดที่ตั้งอยู่ในเอเชียกลางอยู่ในประเทศระหว่างประเทศคาซัคสถานกับสาธารณรัฐคาราคัลปัคสถานซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเอง

ของประเทศอุซเบกิสถานและในปัจจุบันนี้ในทะเลทะเลอารัลน้ำนั้นได้หายไปเยอะมากประวัติความเป็นมาของน้ำที่หายไปในทะเลทะเลอารัล ในปี1918รัฐบาลโซเวียตมีความคิดว่าพวกเขาจะสร้างโครงการเปลี่ยนเส้นทางนำของแม่น้ำสองสระและแม่น้ำสองสระที่ว่ามานี้มันคือแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงทะเลอารัลได้แก่แม่น้ำอามูดาร์ยาและแม่น้ำซีร์ดาร์ยา

โดยที่ทางโซเวียตจะสร้างชลประทานให้พื้นที่ทะเลทรายในการปลูกข้าวปลูกธัญพืชและปลูกฝ้ายซึ่งมันเป็นอีกหนึ่งของแผนการของสหภาพโซเวียตในช่วงของเวลานั้นเพื่อที่จะส่งเสริมการปลูกฝ้ายหรือทองคำขาวในช่วงเวลานั้นให่มันกลายมาเป็นสินค้าหลักส่งออกอย่างเป็นทางการแลพด้วยโครงการดังกล่าวนี้จะทำให้ประเทศอุซเบกิสถานกลายมาเป็นผู้ส่งฝ้ายรายใหญ่ที่สุดในโลกก่อนที่จะเริ่มการสร้างโครงการชลประทานขึ้นมา

ในอีก19ปีคือในปี1937แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่จะสร้างมันขึ้นมานั้นไม่ดีเพราะว่าคลองนั้นมันมีการรั่วซึมมากมายจนทำให้น้ำในคลองชลประทานได้หายไปกว่า75%เลยทีเดียวแต่ในอีก20ปีต่อมาคือในปี1957oheในทะเลอารัลนั้นก็ได้ลดแห้งไปเกิน20 ถึง 60ลูก บาส กิโลเมตรแถมน้ำส่วนใหญ่ที่ไหลลงไปสู่ทะเลแห่งนี้

ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นเส้นทางงอื่นและกว่าที่พวกเขานั้นจะรู้ตัวว่าน้ำในทะเลอารัลมันแห้งไปไหนหมดมันก็ได้กลายมาเป็นทรายไปเสียแล้วเพราะว่าน้ำในทะเลอารัลนั้นได้ลดลงไปปีหนึ่งเฉลี่ยละ20เมตรจนกระทั่งมาถึงในปี1960ในระดับเฉลี่ยน้ำทะเลพื้นที่แห่งนี้ก็ได้หายไปปีละ90เซนติเมตร

และในการน้ำในคลองชลประทานแห่งนี้ก็ได้มีการเพิ่มขึ้นทุกๆปีท้ายที่สุดแล้วในปี2000กว่าๆทะเลอารัลนั้นก็ไม่มีเหลืออะไรเอาทิ้งไว้ให้ลูกหลานและกับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เลยทั้งๆที่ในอดีตยังเคยมีการจากงานประมงกว่า40,000คนในช่วงที่มันยังอุดมสมบูรณ์อยู่และยังเคยจับปลาได้สูงถึง1ใน5ของโซเวียต

ถึงแม้ว่าการปลูกฝ้ายจะมีจำนวนมากขึ้นถึงสองเท่ารายได้ก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกันแต่มันก็ทำให้คนในพื้นที่นั้นได้รวยกันไปและในตอนนั้นผู้หรับผู้ใหญ่ในสหภาพโซเวียตต่างก็รู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเปลี่ยนแปรงเส้นทางของแม่น้ำแต่มันก็ไม่มีใครที่จะกล้าขัดขวางเลยสักคนเดียว

 

สนับสนุนโดย  nowbet

ปราสาทเขาพระวิหารและกัมพูชา

Posted on 2 มีนาคม 202029 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

คดีปราสาทพระวิหารระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทยซึ่งสารยุติธรรมระหว่างประเทศหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าศาลโลกนั้นได้มีคำพิพาทษาเมื่อวันที่15มิถุนายนคริสตศักราช1962พุทธศักราช2505ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชานับเป็นเวลาครบรอบ46ปีแล้วหลายคนที่ยังเกิดไม่ทันจึงยังไม่รู้และทราบในสภาพของสังคมในสมัยนั้นว่ามันมีประติกิริยาอย่างไรต่อผลของคำพิพาทษานี้

แม้ว่าคนไทยจำนวนมากจะเคยรับรู้เรื่องเหล่าของคดีพระวิหารมาบ้างแล้วก็ตามแต่รายละเอียดทั้งข้อเท็จจริงของคดีนี้ดูจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าไหร่นักเรื่องราวปราสาทพระวิหารก็ได้กลับมาเป็นที่สนใจของผู้คนอีกครั้งหนึ่งเมื่อปะเทศกัมพูชาได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกพิจารณาว่าปราสาทพระวิหารสมควรที่จะขึ้นทะเบียนเป็นมดรกโลกตามอนุสัญญาเกี่ยวกับการปกป้องวัฒนธรรมโลกและมรดกธรรมชาติภายหลังของการตัดสินของศาลโลกรัฐบาลไทยในขณะนั้นโดยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรันต์ นายกรัฐมนตรีได้ปราศรัยกับประชาชนคนไทย

มีความว่าพี่น้องรวมชาติและมิตรของข้าเจ้าทั้งหลายตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือที่เรียกว่าศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่15มิถุนายนพุทธศักราช2505ให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชาและทางรัฐบาลได้ออกแถลงมาให้พี่น้องทราบเป็นลำดับนั้นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเฉพาะของตัวข้าพเจ้าถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะมันเป็นที่เกี่ยวกับผลได้ผลเสียของชาติอันเป็นเรื่องของแผ่นดินไทยซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้มาฝ่าผ่าคมอาวุธรักษาไว้

และตกทอดมาถึงรุ่นเราเนื่องจากในคำปราศรัยนี้เป็นที่สะสะเทือนใจพี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้าทราบดีว่าในส่วนลึกและหัวใจแล้วคนไทยผู้รับชาติทุกคนมีความเศร้าใจแสดงออกึงประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศเพื่อคัดคานคำพิพาทษาของโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นสิ่งที่ได้เห็นกันอยู่อย่างชัดเจนแล้วทั้งนี้มิใช่ว่าพวกเราจะนั่งนิ่งเฉยหรือท้อแท้ใจชาติไทยยอดทอดแท้ไม่ได้เราเคยสูญเสียประเทศมหาอำนาจที่ล่าอนานิคมมาแล้วหลายครั้งหากบรรพบุรุษของเรายอกท้อแท้เราจะเอาแผ่นดินที่ไหนมาอยู่กันได้จนถึงทุกวันนี้

เราจะต้องหาวิธีการสู่ต่อไปสำหรับกรณีปราสาทเขาพระวิหารซึ่งสารโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนันข้าพเจ้าได้ข้อทบทวนความเข้าใจกับเพื่อนรวมชาติทั้งหลายว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทยไม่ได้เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลกทั้งในข้อเท็จจริงกฏหมายระหว่างประเทศและหลักความยุติธรรมเมื่อเป็นดั้งนี้แม้รัฐบาลและประชาชนชาวไทยจะได้มีความรู้สึกเสียใจและเศ้ราใจเพียงใดในฐานะที่ประเทศไทยนั้นได้เป็นสหประชาชาติ

ตำนานพญานาคทั้ง สี่ตระกูล

Posted on 1 มีนาคม 202029 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ตามคำเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ในภาคอีสานเชื่อว่าพญานาคมีอยู่จริง โดยมีความเชื่อกันว่าพญานาคนั้นเป็นกึ่งสัตว์กึ่งเทพ จัดอยู่ในตระกูลเดียวกันกับงู บ้างมีนิสัยดี จนไปถึงค่อนข้างดุร้าย แม้ว่าจะมีผู้พรรณนาลักษณะพญานาคกันมากมาย แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นพญานาคจริงจริงสักที ที่จะเห็นกันส่วนใหญ่ก็จะเห็นมาจากการนิมิตหรือในความฝันเท่านั้น 

พญานาคเป็นสัตว์ที่มีกายทิพย์และเป็นสัตว์ทีมีที่อยู่อาศัยเป็นทิพย์ และมีฤทธิ์ธานุภาพมาก และจะมีพิษที่มีอนุภาพรุนแรงมาก เชื่อว่าพญานาคนั้นมีพิษมากกว่า 64 ชนิดและมักจะมีการคายพิษไว้ในที่ที่เร้นลับทุกทุก 15 วันเนื่องจากหากไม่คายพิษ พิษจะอยู่ในร่างกายมากเกินไปและพญานาคนั้น

เมื่อสิ้นอายุขัยก็จะกลับคืนสู่ร่างเดิมโดยขดตัวเป็นบันลังเรียกว่านาคบันลังหรือนอนราบเหยียดยาวสภาพร่างกายก็จะกลายก็จะกลายเป็นหินโดยทีร่างกายไม่ย่อยสลายเหมือนกับร่างกายของซากสัตว์อื่นอื่นทั่วไป และมักจะพบร่างกายของพญานาคอยู่ในถ้ำลึกหรือยู่ใต้แม่น้ำขนาดใหญ่แต่หากเป็นพญานาคในตระกูลสูงที่มีญาณบารมีแก่กล้าเมื่อสิ้นอายุขัยร่างกายก็จะแตกดับและสลายไปในทันที

ซึ่งตามที่มีการบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎกและจากนิทานปรัมปราและจากนิทานที่มีการกล่าวถึงพญานาค  พญานาคจะฤทธิ์ธานุภาพและมีถิ่นที่อยู่อาศัยแตกต่างกันรวมถึงจำนวนพญานาคในแต่ละตระกูลก็ยังมีมากน้อยแตกต่างกันอีกด้วยโดยเราสามารถแบ่งตระกูลพญานาคได้เป็น 4 ตระกูลใหญ่ใหญ่ดังนี้คือ

  1. พญานาคตระกูลสีทอง หรือที่เราเรียกว่าตระกูลวิรูปักษ์ ถือเป็นพญานาคตระกูลชั้นปกครองซึ่งเป็นตระกูลที่เป็นชั้นที่สูงที่สุด และมีการถือกำเนิดแบบเกิดแล้วโตทันทีแบบเทวดาหรือนางฟ้า และกินอาหารทิพย์และมีที่อยู่บนทิพย์วิมารสวนใหญ่มีที่อยู่อาศัยบนฟ้า
  2. พญานาคตระกูลสีเขียวหรือตระกูลเอราปัถถะ ถือว่าเป็นพญานาคตระกูลสูงเช่นเดียวกัน แต่การถือกำเนิดจากเกิดมาจากฟองไข่ และจะอาศัยอยู่ในบาดาลในถ้ำลึก พญานาคตระกูลนี้ถือได้ว่าเป็นพญานาคที่พบเห็นได้มากที่สุด เพราะชอบขึ้นมาบนโลกมนุษย์บ่อยบ่อย
  3. พญานาคตระกูลสีรุ้ง หรือตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลนี้เกิดมาจากการตั้งครรภ์ มีถิ่นที่อยู่อาศัยในป่าลึกหรือใต้ดิน สำหรับพญานาคตระกูลนี้จะมีหลายสี เช่น ขาว แดง ส้มและสีรุ้ง
  4. พญานาคตระกูลสีดำหรือตระกูลกัณหาโคตรมะ ถิ่นกำหนดจะมาจากสิ่งหมักหมม ไม่ถูกจัดว่าเป็นพญานาคชั้นสูงแต่ก็มีฤทธิ์เหมือนกับพญานาคตระกูลอื่นอื่นเหมือนกัน และเป็นตระกูลที่มีลำตัวใหญ่ที่สุดและไม่ค่อยมีใครเคยเห็น

จะเกิดอะไรขึ้นหลังจาก1,000ปีที่แล้ว

Posted on 25 กุมภาพันธ์ 202025 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags

อนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์และโลกอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะเป็นอย่างไร

หลังจากที่ได้มีการวิจัยของเหล่านักวิทยาศาสตร์ก้ได้ทำนายเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตตั้งแต่1000ปีและมันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากพันปี 1000ปีหลังจากนี้ภาษาจะมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วการพูดได้ภาษาเดียวมันอาจจะเอาตัวรอดได้ยากดาวแกมมาเซเฟย์จะมาแทนที่ดาวโพลาลิตรดังนั้นเราจะมีดาวเหนือดวงใหม่ 2000ปีต่อมาแผ่นน้ำแข็งจะละลายอย่างสมบูรณ์ด้วยภาวะโลกร้อนที่รุนแรงถึง8องศาเซนติเกรดน้ำแข็งกรีนแลนด์จะถูกละลายและระดับน้ำของทะเลจะสูงขึ้นถึงประมาณ6เมตร คุณรู้หรือไม่ว่าในปี5125 นั้น

มันเป็นปีที่สิ้นสุดของปฏิทิน มายัน และตามความเชื่อของชาวมายันเมื่อปฏิทินได้มีการสิ้นสุดมันจะเป็นวันที่โลกจะต้องโลกาวินาศอีกครั้งหากเรารอดชีวิตมาได้จากนั้นในอีกประมาณ20,000ปีเราจะปลอดภัยจากการแผ่ลังสีของอุบัติเหตุนิวเคลียร์ จากนั้น50,000ปีนับจากนี้น้ำตกจะหายไปส่วนที่เหลือห่างออกไปประมาณ32กิโลเมตรไปยังทะเลสาบอิรีจะเกิดการกัดเซาะตามธรรมชาติของเวลาและมันจะไม่มีน้ำตกอีกต่อไปน้ำแข็งกรีนแลนด์จะละลายอย่างสมบูรณ์ด้วยภาวะโลกร้อนในระดับที่ปานกลางบวก2องศาเซนติเกรด100,000ปี

นับจากนี้ไทเทเนียมในแมคบุ๊คของคุณจะเริ่มมีความสึกก่อนอาจจะมีการระเบิดของภูเขาไฟระดับ8ซึ่งมันเป็นค่าสูงสุดในดัดชณีหรือดาวเคราะห์น้อยที่มีการเปลี่ยนแปรงสภาพภูมิอากาศขนาดใหญ่มันอาจจะมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อโลกของเราดวงดาวในท่องฟ้าจะมองดูแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากการเคลื่อนที่ของโลกผ่านแกนแล็คซี่และใน500,000ปีต่อมาเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วในเครื่องประติกรในปัจจุบันจะปลอดภัยในที่สุดอากาศหนาวจะเริ่มทวีคูณความรุนแรงมากขึ้นแล้วทั่วโลกจะเกิดการแช่แข็งไปทั่วโลกใน1,000,000ปี

ต่อมาแก้วหรือกระจกที่ได้สร้ามันขึ้นมาในวันนี้จะเสือมสภาพลงในที่สุดโครงส้รางหินที่มีขนาดใหญ่เช่นพีระมิดแห่งกีซ่าหรือประติมากรรมบนภูเขารัชมอร์มันอาจจะยังคงมีอยู่นอกจากนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะหายไปนักวิจัยบางคนเสนอว่าในอีก5,000,000ปีฮอร์โมนในเพศชายจะหายไปดังนั้นนี้อาจจะเป็นจุดจบของมนุษยชาติในอนาคตและในอีก50,000,000ปีต่อจากนี้ทวีปทวีปแอนตาร์กติกาจะชนเข้ากับทวีปยูเรเชียทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ได้อยู่ระหว่างกลางของโลกจะถูกปิดและมันจะกลายมาเป็นเทือกเขาที่มันคล้ายกับเทือกเขาหิมาลัยทวีปแอนตาร์กติกาน้ำแข็งจะเคลื่อนตัวไปทางเหนือและได้ละลายลงจึงทำให้ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นถึง75เมตร