กษัตริย์เมรเข่นฆ่าคนไทยอย่างไม่ปราณี

Posted on 2 กันยายน 20202 กันยายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

ซึ่งในกรุงกัมพูชานั้นจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างของกรุงอโยธยามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จสามพยาถึงแม้ว่ากัมพูชาจะมีกษัตริย์ปกครองตัวเองก็ตามทีแต่ก็เป็นไปโดยสัญลักษณ์

ในครั้งอดีตกัมพูชามีอิทธิพบเหนือพื้นที่บริเวณประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมากเราได้รับวัฒนธรรมประเพณีภาษามากมายหลังจากนั้นมาเมื่อเราได้ทำการสถาปนาบ้านเมืองได้อย่างสำเร็จก็กำลังที่จะพยายามที่จะผลักดันอาณาเขตของอาณาจักรออกไปจนได้มาถึงรัชสมัยของพระเจ้าสามพยาซึ่งสามารถที่บุกเข้าไปตีเมืองนครหลวงจนได้ความสำเร็จนับแต่นั้นเป็นต้นมาด้านอิทธิพลของเขมรหรือประเทศกัมพูชาก็ได้ลดลงไปอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นมันก็ได้ส่งผลมาเมื่อครั้งที่อโยธยากำลังงอ่อนแอซึ่งกัมพูชาจึงได้ทำการตอบโต้และก็ได้ประกาศเอกราชเป็นของตัวเองจึงได้นำไปสู่ในการบุกเข้าโจมตีกับกองทัพของพระลาระแวกผู้ที่ได้เป็นกษัตริย์ของฝั่งกัมพูชาที่เขากำลังจะกวาดคนไทยและได้ก่อความวุ่นวายในแทบแนวเขตชายแดนมาตลอดมันเป็นความเสียหายต่อทางฝั่งกองทัพอโยธยาและคนไทยอีกมากมาย

นอกจากนี้ด้านพงศาวดารของไทยก็ได้เรียกกษัตริย์ทางฝั่งของกัมพูชาว่าพระยาระแวกในขณะนั้นก็คือพระบรมราชาศ์นับแต่เมื่อเขมรได้ย้ายเมืองหลวงเข้ามาอยู่ที่เมืองระแวกในช่วงการทำศึกในครั้งนั้นด้านฝั่งกองทัพของพระยาระแวกนั้นก็ได้ยกทัพมาถึงอโยธยาจึงทำให้คนชาวเมืองได้ทำการต่อสู้และได้สังหารแม่ทัพของพระยาระแวกจนได้จนต้องทำให้พระยาระแวกต้องเลิกและยกกองทัพกลับไปในที่สุด

ซึ่งการมาของทางฝั่งกองทัพของพระยาระแวกนั้นได้บ่งบอกถึงความอ่อนแอของกองทัพอโยธยาเป็นอย่างมากเมื่อกองทัพของพระยาระแวกนั้นสามารถเข้ามาล้อมราชธานีได้อย่าง่ายดายจากนั้นอโยธยาก็ทำได้แค่เพียงทำการปิดล้อมเมืองทั้งหมดและพร้อมที่จะรับมือกับข้าศึกหากแม้ว่าในการทำศึกในครั้งนี้เราได้สังหารแม่ทัพของศัตรูได้ก็ตามทีแต่เมื่อได้ถึงทีครามกองทัพของพระยาระแวกได้ถอยทัพเราก็ไม่บังอาจสามารถนำคนไปโจมตีต่อได้

เนื่องจากกองทัพของกัมพูชาของพระยาระแวกยังได้กวาดเอาคนไทยไปที่เมืองระแวกอีกเป็นจำนวนมากการทำศึกในครั้งต่อมาพลของกองทัพพระยาระแวกกัมพูชาก็ได้นำพลมาทางเรือในระหว่างทางนั้นได้มีกองทัพกัมพูชาผ่านไปก็ได้มีการปล้นสะดมเหล่าพวกเชลยศึกเป็นอย่างมาก

การทำศึกครั้งนั้นกำลังพลที่อยู่ทางฝั่งยโสธรก็ได้ส่งมาให้ทำสกัดข้าศึกของพระยาระแวกแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรกับกองทัพระแวกได้

สงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้นจากอะไร?

Posted on 1 กันยายน 20201 กันยายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

สงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้นในในปีคริสตศักราช1914และได้จบลงในปีคริสตศักราช1918เป็นสงครามที่ได้สร้างความเสียหายผู้คนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมากนั่นก็เป็นเพราะว่าได้มีคนเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้ถึง16ล้านคนและก็บาดเจ็บจากสงครามอีก21ล้านคนเป็นสงครามที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเข็ดสุดๆและพยายามอย่างมากเลยที่จะไม่ให้สงครามเหล่านี้เกิดขึ้นมาอีก

ซึ่งมันก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าความพยายามนั้นพินาศไม่เป็นท่าเพราะว่าจากหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบเพียง20ปีต่อมาก็ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่2อยากจะบอกว่าหายนะมากกว่าเดินอีกผู้คิดว่าจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่1คืออะไร หนึ่ง เหตุการณ์รอบสังหาร อาร์ชดยุท ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ ้เหตุการณ์ที่สอง มหาอำนาจยุโรปแย่งอำนาจกัน 

ซึ่งในตำราเรียนต่างๆมักจะเริ่มการอธิบายการเกิดของสงครามโลกครั้งที่1จากเหตุการณ์สังหาร อาร์ชดยุท ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ มกุฏราชกุมารแห่ง ออสเตรีย-ฮังการี และ พระชายา เจ้าหญิงโซฟีที่กรุงซาราเจโวเมืองหลวงของบอสเนียเฮอร์เซโกวีน่า จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีก็เรียกว่าเป็นมหาอำนาจหนึ่งของยุโรป

ดังนั่นการที่ มกุฏราชกุมาร มกุฏราชกุมารรีได้ถูกสังหารอย่างอุกอาจในตอนกลางวันแซกๆในขณะนั้นมันไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอนแต่ว่าถ้าเราจะพูดว่านี่คือสาเหตุหนึ่งเดียวของการเกิดสงครามโลกที่ทำเอาคนตายไปถึง16ล้านคนมันก็ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลมากเท่าไรเพราะว่าการสังหาร มกุฏราชกุมาร ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์เป็นฟางเส้นสุดท้ายพอดีที่จุดระเบิดของสงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้น

สาเหตุหลักๆที่นำพามหาอำนาจยุโรปเข้าสู่สงครามนั้นอาจจะสรุปได้เป็นข้อๆดังต่อไปนี้ หนึ่งการล่าอาณานิคม ประเทศเจ้าอาณานิคมต้องมีกองทัพขนาดใหญ่เพื่อที่จะเอาไปควบคุมอาณานิคมส่วนมากจะอยู่ในทวีปแอฟริกาทั้งฝรั่งเศสเยอรมันอังกฤษต่างก็เข้าไปแย้งพื้นที่ในแอฟริกากันอย่างหน้าดานเลยทั้งที่ไม่ได้เป็นของตัวเองเลยมันเป็นประเทศของเขา 

สอง การแข่งขันสะสมอาวุธ และการขยายขนาดกองทัพ นั่นแหละการล่าอาณานิคมมันจำเป็นที่จะต้องมีกองทัพขนาดใหญ่นอกจากจะมีคนเยอะแล้วก็จะต้องมีแสนยานุภาพยุทยุทโธปกรณ์มาด้วยใครมีอะไรตัวเองก็จะต้องมีมากกว่าก็ทับถมก็ไปเรื่อยๆจนมันสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่จบสิ้น

สาม การจับมือเป็นพัมธมิตรกันด้วยกฏเกณฑ์ที่รัดรึงหนักมากประเทศต่างๆเมื่อรู้สึกว่ามันไม่มั่นคงจากการแข่งขันกันสะสมอาวุธและกองทัพก็จะพยายามหาพันธมิตรโดยการทำสนธิสัญญาคือเป็นสนธิสัญญาว่าจะไม่รุกรานกันแต่มันก็ยังมีเพิ่มมาคือว่าต่างฝ่ายต้องเข้าช่วยเหลือกันเมื่ออีกฝ่ายถูกรุกรานแต่ว่าจริงๆแล้วนั้นถ้าเป็นสนธิสัญญาทั้งสองประเทศมันยังไหวแต่มันจะไม่ใช่แบบนั้นมันจะไม่ใช่สนธิสัญญา2ฝ่าย

อุดมการคอมมิวนิสต์ของนายเหมาเจ๋อตง

Posted on 29 สิงหาคม 202029 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ซึ่งThe Great Leap Forward คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมเหมาสไตล์เราจะต้องเข้าใใจกันก่อนว่าตามฤทฎีคอมมิวนิสต์ของคาร์มาร์กซ์นั้น การที่ประเทศจะเปลี่ยนระบอบมาเป็นคอมมิวนิสต์ได้นั้นประเทศดังกล่าวจะต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรมซะก่อนทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าในโมเดลของมาร์กซ์

เมื่อประเทศได้เป็นอุตสาหกรรมนายทุนก็จะใช้วิธีการกดค่าแรงคนงานเพื่อผลกำไรสูงสุดสุดท้ายแรงงานก็จะลุกขึ้นมาปฏิวัติแล้วก็ยึดจักรกลการผลิตเป็นของแรงงานร่วมกันแล้วก็เดินหน้าต่อโดนคนงานเพื่อคนงานอะไรประมาณนี้โมเดลแบบสหภาพโซเวียตก็เป็นเช่นนี้แต่ว่าในกรณีของจีนนั้นต่างออกไป

เพราะว่าจีนยังเป็นประเทศเกษตรกรรมถ้าถามมาร์กและเลนิน สองคนนั้นก็จะบอกเหมาเจ๋อตงว่าปล่อยให้ประเทศเป็นทุนนิยมกันไปก่อนเพื่อให้นายทุนทำการปฏิวัติอุตสาหกรรม

เมื่อการปฏิวัตอุตสาหกรรมสุงอมแล้วอุดมการคอมมิวนิสต์ก็จะตามมาตามธรรมชาติคนจะคิดได้เองโดยที่ไม่ต้องบังคับแต่เหมาเจ๋อตงก็บอกว่าแบบนี้มันก็ไม่ทันสิเราจะต้องเป็นคอมมิวนิสต์เดี๋ยวนี้และเราเป็นไปแล้วด้วยแต่ถึงอย่างไรเราก็จะต้องมีอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าเพราะไม่งั้นเราก็จะไปต่อไม่ได้

ในยุคนั้นความเป็นอุตสาหกรรมวัดจากความสามารถในการผลิตเหล็กกล้าเพราะว่าเหล็กกล้าถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆในการก่อสร้างสะพานโครงสร้างขนาดใหญ่และเครื่องจักรอุตสหากรรมเหมาเจ๋อตงได้ทำทั้ง2อย่างในโครงการThe Great Leap Forwardหรือโครงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดนั้นก็คือหนึ่ง การทำนารวม และ สองการผลิตเหล็กกล้ารายหมู่บ้าน

ซึ่งการทำนารวมนี้เกิดจากความคิดที่ว่าจีนได้เป็นประเทศกสิกรรมอยู่แล้วและผลิตอาหารได้มากดังนั้นจึงควรรวมหน่วยการผลิตข้าวเข้าด้วยกันคือเอาที่ดินมารวมกันแล้วก็เอาคนมารวมกันแล้วก็ทำนาแบบใหญ่ๆไปเลยจะได้ผลิตข้าวได้เยอะๆทั้งใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกด้วยนี่ก็คือการทำงานตามConceptคอมมิวนิสต์ทุกคนได้ร่วมกันผลิตทุกคนผลิตไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคนและทุกคนก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกันแถมส่งออกได้แถมประเทศเจริญเข้าไปอีก

นอกจากนี้ในช่วงแรกคอนเซ็ปต์นารวมก็ได้รับการตอบรับจากชาวนาดีพอสมควรเลยเพราะว่าชาวนาจีนเป็นจำนวนมากไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองต้องเช่านาเขาทำอดๆยากๆแต่ทีนี้รัฐบาลก็ยึดที่ดินทั้งหมดมาเป็นของรัฐบาลแล้วก็ให้ทุกคนเป็นชาวนาทำงานให้กับรัฐบาลบ้านไม่ต้องเช่าข้าวไม่ต้องซื้อกินเต็มที่รัฐเลี้ยงดูและทุกคนก็ทำนา

ส่วนโครงการที่สองคือโครงการผลิตเหล็กกล้ารายหมู่บ้านอันนี้คือจะว่าไปแล้วก็ชวนให้เลิกคิ้วมากๆเลยคือเหมาเจ๋อตงและกุนซือเศรษฐกิจก็คิดกันว่าสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายไม่มีแต่จีนมีก็คือคนจีนเยอะมากแล้วก็การที่มีคนเยอะจะสามารถทดแทนเครื่องจักรเครื่องกลได้

 

สนับสนุนโดย  nowbet

การปฎิวัติของราษฎรยุคสยามในสมัยรัชกาลที่7

Posted on 27 สิงหาคม 202027 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เช้าวันที่24มิถุนายน สิ่งที่ได้เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นเอาเข้าจริงๆก็เกิดจากการวางแผนที่ใจกล้ามากๆคือการลวงทหารจากหน่วยต่างๆไปกองไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นพันๆนาย

โดยใช้วิธีทั้งหมดให้ทหารทั้งหมดออกมาเพราะเข้าใจว่ามีการกบฎเกิดขึ้นโดยอาศัยแค่บารมีเท่าที่จะมีอยู่ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหล และ พระประศาสน์ บุกเข้าไปกรมทหารม้าที่1แบบไม่ให้ใครตั้งตัวรีบเรียกทหารขึ้นรถรีบขนปืนและนำขบวนรถเกาะออกมาในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสมทบกับทหารเรือที่ใช้วิธีเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีรักเรียนนายร้อยที่พระยาทรงสุรเดชใช้ความเป็นอาจารย์นัดหมายไว้และทหารฝึกใหม่ในกรมทหารช่างโดยไปบอกว่าให้ตื่นเช้ามาเข้าฝึกหัดที่จุดนัดหมายด้วย พระยาพหลที่ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติได้ขึ้นเวทีและอ่านประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองขอให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายและกล่าวถึงข้อเสียของระบอบเก่าว่าเป็นระบอบที่ใครจะออกเสียงคัดค้านย่อมมิได้การปกครองแบบนี้จะปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับเศรษฐกิจและการภาษีโดยลำพังและไม่ได้ให้บ้านเมืองดีขึ้นเลย

ซึ่งอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จก็คือการมีองค์ประกันหรือการจับตัวประกันนั่นแหละเพราะถ้าไม่มีองค์ประกันก็คงไม่มีเครื่องมือต่อรอง

องค์ประกันอันดับหนึ่งที่ไม่มีไม่ได้ก็คือกรมพระนครสวรรค์วรพินิตซึ่งเป็นผุ้ที่มีอำนาจมากที่สุดในพระนครรองจากพระเจ้าอยู่หัวเพราะกรมพระนครสวรรค์นั้นเป็นผู้คุมกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารเคยดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาธิการทหารบกเสนาบดีกระทนงทหารเรือเสนาบดีกระทรวงกลาโหมและได้ดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ท่านได้มีศักดิ์เป็นคุณปู่ของอดีตผู้ว่า กทม. หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์บริพัตร

สรุปว่าในวันนั้นมีการจับกุมบุคคลสำคัญและเชิญเจ้านายมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคมทั้งสิ้น25คนส่วนบทบาทของพลเรือนทั้งนายประยูร ภมรมนตรี นายควง อภัยวงศ์ นายประจวบ บุนนาค ก็คืออเข้ายึดกรมไปรษณีย์ ตัดสายโทรเลขยึดการสื่อสารเอาไว้เพื่อความได้เปรียบ

ซึ่งกว่าที่ข่าวจะไปถึงวังไกลกังวลความได้เปรียบก็อยู่กับฝ่ายคณะราษฎรแล้วช่วงบ่ายคณะปฏิวัติเริ่มแจกจ่ายแถลงการณ์ที่ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เขียนขึ้นสิ่งนี้เรียกว่าประกาศราษฎรฉบับที่หนึ่งได้มีเนื้อหาย้ำเตือนว่าต่อไปนี้ประเทศสยามเป็นประเทศของราษฎรไม่ใช่ของใครเพียงคนหนึ่งอีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงก็เสร็จสมบูรณ์เมื่อคณะราษฎรได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลในหลวงรัชกาลที่7พราะบามสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอัญเชิญมาเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้กฎหมายเมื่อพระองค์เห็นด้วยกับแนวทางการปกครองนี้และทรงแจ้งให้ราบว่าพระองค์มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่เหมือนกัน

โดยจะเป็นพระมหากษัตริย์ตามพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

ความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตมี3ขั้วด้วยกัน

Posted on 17 กรกฎาคม 202017 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ในส่วนโลกของสหรัฐนั้นมันก็ได้มีทฤษฎีอยู่อย่างหนึ่งพวกเขามักคิดที่จะเชื่อในทฤษษฎีโดมิโน ซึ่งทฤษฎีโดมิโนมันได้หมายความว่าถ้าหากว่าเราได้ปล่อยให้โดมิโดตัวแรกนั้นได้ล้มลงไป นั่นมันก็จะหมายความว่าหากเราได้ยอมให้ประเทศหนึ่งได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปลัทธิของคอมมิวนิสต์มันก็จะแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนั้นเหมือนกับการที่เราได้ผลักโดมิโนในประเทศข้างเคียงกันให้มันได้ล้มต่อๆกันไปจนมันได้กลายมาเป็นคอมมิวนิสต์กันหมดอันนี้มันเป็นทฤษฎีโดมิโน

ส่วนอุดมการของฝั่งคอมมิวนิสต์ถ้าเผื่อว่าจะให้สำเร็จไปตามทฤษฎีของคอมมิวนิสต์จริงๆแล้วมันก็จะต้องทำลายชนชั้นนายทุนให้หมดไปโดยสิ้นเชิง

หมายความว่าก็จะต้องเปลี่ยนให้ทุกประเทศในโลกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เสียก่อนนั่นมันคือเรื่องของสงครามเย็นและสงครามตัวแทน

แต่ทว่าสงครามตัวเองในเอเชียนี้โดยเฉพาะแล้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันไม่ได้เหมือนกับสงครามตัวแทนอื่นๆในโลกไม่เหมือนในยุโรป 

ซึ่งได้มีการแบ่งเยอรมันตะวันออกกับเยอรมันตะวันตกหรือในแบ่งของอเมริกาใต้ที่ได้มีการขั้วของการขัดแย้งคืออิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะมีความซับซ้อนมากกว่านั้นเพราะว่าดันมีถึง3ขั้วอำนาจด้วยกัน โซเวียตไปทะเลาะกับกับจีนหลายคนอาจะงง 

เพราะว่าเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนกันไม่ใช่เหรอจะมาทะเลาะกันได้อย่างไร

ในราวปี1950-1960 ที่สงครามเย็นกระจายออกไปทั่วโลกจีนและสหภาพโซเวียตก็ได้ตัดความสัมพันธ์กันทั้งๆที่ได้เป็นประเทศคอมมิวนิสต์เหมือนกันซึ่งเราได้เรียกเหตุการณ์ตรงนี้ว่า Sino-Soviet split 

เหตุการณ์แยกวงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณปี1956 ในตอนนั้นโจเซฟสตาลิน ผู้นำสูงสุดของโซเวียตเสียชีวิตลงและก้ได้มีผู้นำคนใหม่ นายนิกิต้า ครุชชอฟ ได้ขึ้นมาแทน

ซึ่ง นายนิกิต้า ครุชชอฟ ก็ได้มีไอเดียใหม่ๆที่ไม่ต้องการให้สหภาพโซเวียตเป็นคอมมิวนิสต์ในแบบเดิมที่ได้เป็นลัทธิบูชาตัวบุคคลเพราะก่อนหน้านี้ในยุคของสตาลิน โซเวียตก็ไม่สามารถที่จะไปถึงฝั่งฝันของการที่จะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีได้จริงๆเช่นเดียวกันกับประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลายในโลก

สุดท้ายแล้วสตาลินก็กลายมาเป็นเผด็จการที่ได้มีการยกตัวเองนั้นได้เป็นผู้นำสูงสุดบังคับให้ทุกคนนั้นต้องเชื่อฟังเพื่อที่ชาติเรานั้นจะได้รอกพ้นจากภัยจักรวรรดินิยมของอเมริกาจึงได้ทำให้โซเวียตของในยุคสตาลินทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความอดอยากยากจนได้มีการกำจัดศัตรูทางการเมืองที่หนักหน่วงมีการสังหารหมู่มีนักโทษเต็มไปหมดทั้งในคุกและค่ายที่ได้ใช้แรงงานในไซบีเรียเป็นการปกครองที่โหดเหี้ยมกดหัวประชาชนไม่ต่างอะไรที่เป็นเผด็จการเฉยๆเลย

 

สนับสนุนโดย  entaplay เครดิต ฟรี

การปฏิวัติของฝรั่งเศส

Posted on 15 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เมื่อได้พูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสคุณจะนึกถึงอะไรบ้าง ซึ่งหลายคนก็อาจจะเห็นภาพ กีโยติน เคร่องประหารที่ได้ตั้งใจผลิตขึ้นมาเพื่อความเสมอภาคหรือ พระนางมารี อังตัวเน็ต ราชินีของพระเจ้าหลุยส์ที่16ที่เค้าได้เม้ามอยกันว่ามีประโยคที่โด่งดังตลอดกาลของนางก็คือ “Let them eat cake” หรือไม่มีขนมปังก็ทำไมไม่กินเค้กกันล่ะ

ซึ่งมันก็ไม่ได้มีหลักฐานใดๆตรงไหนเลยที่จะบ่งบอกว่านางพูดแบบนั้นจริงๆหรือบางคนก็อาจจะนึกถึง Do You Hear The People Sing เพลงดังจากละคร เรื่องLes Miserables ซึ่งอันที่จริงเหตุการณ์ที่ละครพูดถึงได้เป็นการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลที่ได้เกิดขึ้นในภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสถึง43ปีเลยทั้งนี้ยังได้มีการเข้าใจผิดกันเยอะว่าการปฏิวัติของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 ที่ได้มีการล้มราช วงศ์บูร์บอง

แล้วฝรั่งเศสก็ปกครองในระบอบ สาธารณรัฐมาจนถึงปัจจุบันอันที่จริงแล้วหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสปี1789 ทางฝรั่งเศสก็เข้าๆออกๆระหว่างระบอมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ระบอบเผด็จการทหารและระบอบสาธารณรัฐอยู่หลายรอบกว่าที่จะเป็นสาธารณรัฐ โดยสมบูรณ์และมั่นคงก็82ปีหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสอันโด่งดังที่เรารู้จักกัน

วันนี้เราจะมาดูกันว่าหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เริ่มจากการบุกถล่มคุกบาสตีลล์ ในวันที่14กรกฎาคม 1789 แล้วเรื่องราวใน82ปีต่อมาเกิดอะไรขึ้นบ้างการปฏิวัติของฝรั่งเศสก็ได้เริ่มขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ในวันที่14กรกฎาคม 1789 โดยได้ใช้หมุดหมายการถล่มคุกบาสตีลล์ของประชาชนชาวปารีสเป็นสัญลักษณ์แต่ความไม่พอใจต่อกษัตริย์ขุนนางและระบบการปกครองนั้นได้คุกรุ่นมาก่อนหน้านั้นพอสมควรแล้วทั้งนี้เรื่องที่ สำคัญที่สุดคือเรื่องของปากท้อง เศรษฐกิจ

และ การเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมเศรษฐกิจของฝรั่งเศสเริ่มตกต่ำมาตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่15และที่ปรึกษาทางการคลังของพระเจ้าหลุยส์ที่15โด่งดังมาในความสามารถที่จะเก็บภาษีได้แบบมีประสิทธิภาพสุดๆภาษีไม่มีกระเด็นกลุ่มคนที่ถูกเก็บภาษียิบย่อยและเก็บแบบดุมากที่สุดก็คือประชาชนชั้นล้าง ชาวนาและผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย

ส่วนเหล่าฐานันดรที่1กคือ ศาสนจักรและฐานันดรที่2คือขุนนางแทบไม่ต้องเสียภาษีกันเลยนอกจากนี้ชนชั้นใหม่คือชาวบ้านที่ค้าขายจนเป็นคนเป็นเศรษฐีใหม่หรือนิวมันนี่ที่เรียกว่าพวก บูร์ชวาส์ก็มักจะหาทางซิกแซ็กหลีกเลี่ยงภาษีได้เหมือนกัน สรุปว่าชาวบ้านชาวนาฝรั่งเศสทำงานเลี้ยงเจ้าและขุนนางตั้งแต่เกิดตายนั่นล่ะพอเข้าพระเจ้ารัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16สถานการณ์ก็สุกงอมพอดี

เพราะนอกจากจะเสียภาษีกันจนแทบไม่มีกินแล้วยังเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงติดต่อกันหลายปีข้าวสาลีที่ใช้ทำขนมปังก็ขาดแคลนเมื่อไม่มีขนมปังและประชาชนโกรธแค้นก็เลยเป็นที่มาของ “ไม่มีขนมปังก็กินเค้กสิ”

 

สนับสนุนโดย  entaplayทางเข้า

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นบุกชิงเมืองนานกิง

Posted on 10 กรกฎาคม 202010 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

สำหรับเรื่องนี้จะเป็นสาระที่เกี่ยวกับต่างประเทศสักเล็กน้อยเป็นโศกนาฏกรรมที่ถูกบันทึกไว้ในจารึกประวัติศาสตร์โลกเลยว่าความโหดร้ายแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วจริงๆมันมีความรุนแรงและโหดร้ายและได้มีความโหดเฮียมกว่าข่ายกักกันที่ข่ายนาซีเสียอีกเป็นเรื่องเกี่ยวกับในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเป็นเรื่องของเหตุการณ์ในอดีตที่ประเทศญี่ปุ่นได้บุกเข้าโจมตีประเทศจีน

สงครามโลกก็ต้องรบฆ่าฟันกันมันเป็นเรื่องธรรมดาแต่ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษนี่ ได้เป็นเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นได้บุกเข้าโจมตี เมืองนานกิง ไม่เพียงแต่รบลาฆ่าฟันเพื่อตีชิงเมืองแต่สิ่งที่ชาวจีนนั้นรับไม่ได้นั่นก็คือ ฆ่าข่มขืนหญิงทุกเพศทุกวัยเหตุการณ์ครั้งนี้หลายๆ คนอาจจะรู้จักกันดีว่านี่คือโศกนาฏกรรมนานกิง

ได้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์นองเลือดที่โหดร้ายที่ได้เกิดขึ้นมาในอดีตของเราเลยก็ได้หลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้นหูในชื่อของเมืองนานกิงสักเท่าไหร่ แต่ว่าเมืองนานกิงนั่นมันเคยเป็นเมืองหลวงในประเทศจีนมาก่อนในประวัติศาสตร์นี้ว่ากันว่า เหตุการณ์สังหารหมู่นานกิงนี้ได้มีชาวนานกิงที่ได้เสียชีวิตประมาณ250,000-300,000คนกันเลยทีเดียว

ซึ่งหนึ่งในจำนวนของผู้เสียชีวิตที่มากนั้นคือผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่วัยรุ่นคนแก่ล้วนถูกฆ่าข่มขืนทั้งหมด ซึ่งวันนี้เราก็จะมาย้อนรอยในประวัติศาสตร์ที่ได้เกิดขึ้นมาจริงๆบนโลกของเรา เรื่องราวได้เกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมในปี2480 หลังจากที่ก่อทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดเมืองเซียงไฮ้ได้ไม่นานก็เริ่มที่จะขยายอำนาจอาณาเขตไปยังเมืองหลวงของจีนในสมัยนั้นนั่นก็คือ เมืองนานกิงนั่นเอง

ก่อนที่จะเข้าเมืองนานกิงทหารญี่ปุ่นได้บุกเข้าโจมตี เมืองซูโจวและได้สังหารประชากรภายวในเมืองราวเกือบ3.5แสนคนได้ฆ่าทิ้งทั้งหมดเมืองแห่งนี้ก็ได้เหลือคนเพียงแค่500คนเท่านั้นเอง จากการสังหารของทหารญี่ปุ่นจนกระทั่งรุ่งเช้าของวันที่13ธันวาคมทหารญี่ปุ่นได้บุกเข้าโจมตีเมืองนานกิง

โดยใช้เวลาเข้าบุกโจมตีเมืองนานกิงเพียงแค่สี่วันเท่านั้นแต่มันไม่ใช่เหตุการณ์สังหารหมู่เหมือนกับเมืองอื่นๆมิเช่นนั้นแล้วเหตุการณ์เมืองนานกิงจะไม่เป็นที่จดจำหากทหารญี่ปุ่นไม่ทำสิ่งนี้หลังจากที่บุกเข้ายึดเมืองนานกิงได้แล้วกองทัพญี่ปุ่นก็เริ่มฆ่าชาวจีนอย่างโหดเฮียมโดยที่ไม่ได้มีความปราณีใดๆเลยบางรายถูกฆ่าหั่นศพและได้นำเอาศพไปให้สุนัขกิน

บางรายโดยทรมานหลากหลายวิธีมากๆเลยแต่วิธีที่โหดร้ายอีกวิธีหนึ่งนั่นก็คือทหารญี่ปุ่นจะผูกชาวนานกิงเอาไว้กับแผ่นไม้กระดานแล้วนำเอาแผ่นไม้กระดานนี้วางเรียงกันเอาไว้ที่พื้นเป็นจำนวนมากแล้วให้รถถังวิ่งทับที่ละร่างๆไปจนเสียชีวิต

 

สนับสนุนโดย  next88 esports

ตำนานคำสาปสุสานของฟาโรห์

Posted on 5 กรกฎาคม 20205 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เมื่อช่วงเวลาหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น เคยมีผู้ที่ไม่เชื่อเกี่ยวกับเรื่องของคำสาป ได้เข้าไปท้าทายเนื้อความที่ได้มีการเขียนไว้ในสุสานของฟาโรห์ Tutankhamun ซึ่งเป็นฟาโรห์องค์ที่สิบสองของอียีปห์โบราณ และก็เนื้อความที่เขียนเอาไว้ว่าเป็นคำสาปในสุสานของ ฟาโรห์ Tutankhamun มีใจความที่แปลได้ทำนองว่า

ถ้าหากผู้ใดก็ตามที่มาข้องเกี่ยวแล้วก็ทำให้หลุมฝังศพที่นี้ไม่สุขสงบแล้วละก็มันผู้นั้นต้องมีอันเป็นไป และก็แน่ๆผู้ที่เข้าไปภายในสุสานของ ฟาโรห์ Tutankhamun และก็ไปยุ่งกับทรัพย์สมบัติของฟาโรห์ Tutankhamun ก็มักจะเสียชีวิต อย่างปริศนา สำหรับประวัติความเป็นมาขององค์ฟาโรห์ Tutankhamun นั้นพระองค์สิ้นพระชนในวัยแค่เพียง สิบแปดชันษาเพียงแค่นั้น

รวมทั้งเมื่อองค์ฟาโรห์ Tutankhamun สิ้นพระชน พระองค์ก็ถูกพระญาติที่ต่อมาได้เป็นกษัตรต่อจากพระองค์ ได้กระทำการลบชื่อออกมาจากของฟาโรห์ Tutankhamun ออก จากทำเนียบการเป็นกษัตร ซึ่งนั้นเองที่เป็นสาเหตุว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีนักประวัติศาสตร์คนไหน รู้จักความเป็นมาของพระองค์เลย จวบจนกระทั่งช่วงวันที่ 4 เดือนพฤศจิกายน ปี คริสต์ศักราช 1922

คณะขุดทองคำคนประเทศอังกฤษก็ได้พากันลักลอบเข้าไปขุดหาทองคำและก็หาทรัพย์สมบัติในสุสานดังที่กล่าวมาแล้วซึ่งสุสานที่นี้มีอายุโบราณมากยิ่งกว่าสามพันปีมาแล้ว แล้วก็มีเรื่องมีราวเล่าออกมาว่านักขุดทองคำทั้งสิ้นที่ลักลอบเข้าไปหาทรัพย์สมบัติในสุสานของฟาโรห์ Tutankhamun นั้นต่างก็จะต้องมาสังเวยชีวิตให้กับสุสานของฟาโรห์ Tutankhamun ร่วมกันทุกคนซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีเรื่องมีราวราวชวนหัวลุกไม่เหมือนกันออกไป

รวมทั้งครั้งใดก็ตามสุสานขององค์ฟาโรห์ Tutankhamun ถูกคนเข้าไปก่อกวนเมื่อใดก็ตามก็มักจะมีคนจำเป็นต้องเสียชีวิตต่อคำสาปลี้ลับนี้ทุกหนไป แล้วก็นับจากนักโบราณคดีศึกษาค้นพบสุสานของฟาโรห์ Tutankhamun ที่นี้ รวมทั้งมีการเข้าไปตรวจด้านในของสุสานนั้นก็ปรากฏว่ามีผู้ที่จำต้องเสียชีวิตเพราะเหตุว่าสุสานฟาโรห์ Tutankhamun ที่นี้ไปแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบคนมาแล้ว แล้วก็เพราะว่าที่สุสานที่นี้มีคำสาปที่มีอาถัณฑ์นั่นเอง

ทำให้องค์ฟาโรห์ Tutankhamun นั้น ยังคงได้พักในสุสานที่นี้อย่างเงียบๆบ่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้เนื่องจากว่าคำสาปนี้เปรียบได้ดั่งกับเป็นเกาะคุ้มครองไม่ให้ไม่ว่าใครก็ตามที่คาดหวังต้องการจะได้ทรัพย์สมบัติของฟาโรห์ Tutankhamun ไม่สามารถที่จะเข้าไปก่อกวนพระองค์ได้นั่นเอง

สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับสุสานขององค์ฟาร์โรห์ของอียิปห์นั้น มีนักโบราณคดีวิทยา ศึกษาและทำการค้นพบสุสานเยอะแยะหลายสุสานร่วมกัน แล้วก็ทุกสุสานก็ชอบมีคำสาปที่เอาไว้สาปแช่งผู้ที่เข้าไปรื้อถอนค้นทำลายความสงบเงียบภายในสุสาน

 

สนับสนุนโดย  betbb

ซากปริศนาที่ได้ถูกพบโดยบังเอิญ

Posted on 3 กรกฎาคม 20203 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ผลจากนิวเคลียร์

สื่อท้องถิ่นของเมืองซัสซโนวีบัวร์ในประเทศรัสเซียได้เผยภาพซากมัมมี่ของสิ่งมีชีวิตปริศนา ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแปลกโดยได้มีกะโหลกศรีษะที่ยาวที่เท้ามีกรงเล็บและไม่มีคอทำให้หลายคนเชื่อว่าสิ่งนี้อาจเป็นซากของมนุษย์ต่างดาว ซากปริศนาดังกล่าวได้ถูกพบโดยชาวบ้านสองคนที่บริเวณชายฝั่งริมแม่น้ำคอฟวาชิผลจากการตรวจสสอบที่สถานบันชีวกลศาสตร์แห่งรัสนายาสก์ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสิ่งนี้คืออะไรจึงได้มีการสันนิษฐานว่ามันอาจจะเป็นซากของสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์ เนื่องจากตำแหน่งที่พบนั้นได้อยุ่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เลนินกรัดที่เคยเกิดอุบัติเหตุนั่นเอง

มัมมี่แมวป่า

ว่ากันว่าซากมัมมี่ของสิ่งที่มีชีวิตนี้ได้ถูกพบโดยช่างทำกุญแจชาวตุรกี ซึ่งได้บังเอิญเจอในห้องปิดตายที่ชั้นใต้ดินของบ้านเขา เมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ปี2016 ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยนีเด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่ไม่สามารถระบุได้เลยว่าสิ่งนี้เป็นกระดูกของสัตว์ชนิดใดแต่เชื่อว่าน่าจะเป็นของสัตว์ล่าเนื้อที่สูญพันธุ์ไปนานแล้วโดยอารยธรรมบริเวณนั้นอาจจะรู้วิธีการทำมัมมี่

ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงยุคศตวรรษที่10ถึงศตวรรษที่13และด้วยความยาวของลำตัวนั้นซากเหล่านี้ที่ได้พบมันได้มีความยาวประมาณ1เมตร ซึ่งมันน่าจะเป็นแนวป่าขนาดใหญ่สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแต่ทว่าไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่ในยุคปัจจุบันถ้าหากว่าทำการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีรวมถึงการตรวจสอบดีเอ็นเอคาดว่ามันน่าจะสามารถระบุได้ว่า สิ่งมีชีวิตปริศนานี้ที่แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่

ซากปริศนาที่รัสเซีย

เมื่อเดือนสิงหาคมปี2016หนังสือพิมพ์ ไซบีเรียน ไทมส์ ได้มีรายงานว่าในขณะที่คนงานกำลังขุดทรายในเมืองเพชรที่ได้ตั้งอยู่ในเมืองอูแดชนีประเทศรัสเซียก็ได้พบเข้ากับซากของสัตว์ปริศนา ซึ่งคนงานต่างก็ได้เชื่อกันว่า ซากมัมมี่นี้ อาจจะเป็นซากของไดโนเสาร์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่เหมืองไซบีเรียนแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี1974โดยใช้ระเบิดปรมาณูขนาด1.7กิโลตันสร้างหลุมที่ลึก98เมตร

ซึ่งในการระเบิดมันจึงทำให้พบชั้นทรายในยุคมีโซโซอิกที่อยู่ในช่วงประมาณจาก252ถึง65ล้านปีก่อนแต่อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ซากสิ่งมีชีวิตนี้มันอาจจะเป็นสัตว์ที่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมของยุคปัจจุบันอย่าเช่น เซเบิล หรือ มาร์เทิน เท่านั้น แต่ถ้าหากว่ามันได้เป็นสัตว์ของยุคในปัจจุบันจริงๆแล้วเหตุใดมันจึงได้ถูกฝังอยู่ในชั้นทรายที่ลึกเช่นนั้นได้ซึ่งมันก็ยังเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่มันได้ถูกพบโดยบังเอิญ

 

สนับสนุนโดย  entaplay มือถือ

สาเหตุของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์

Posted on 24 มิถุนายน 202024 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

โดยสาเหตุที่เขาได้คาดการณ์กันว่าอะไรมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งนี้จากที่บันทึกไว้เขาได้บอกเอาไว้ว่า สาเหตุของการสูญพันธุ์ในครั้งนี้มันน่าจะเกิดมาจากพืชนิดหึ่งที่ได้เติบโตขึ้นมาบนดินที่มีลักษณะรากยาวมากและฝั่งลึกลงไปจนถึงชั้นหินมันเลยทำให้ไออ้อนต่างๆได้ถูกปลดปล่อยออกมาด้วย คำว่าไออ้อนที่เราได้พูดถึงตรงนี้มันจะเป็นทั้งสารอาหารของพืช ซึ่งเมื่อพืชหรือสาหร่ายได้รับสารอาหารไออ้อนตัวนี้เข้าไปมันจะทำให้สาหร่ายและพืชพันธุ์ใหญ่โตมากขึ้นแล้ว

ก็ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วและยังได้มีไออ้อนบางส่วนที่ได้ละลายสู่แม่น้ำและมหาสมุทรเลยทำให้สาหร่ายที่อยู่ในมหาสมุทรก็ได้มีการขยายพันธุ์และได้มีการเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและสาหร่ายในทะเลที่ได้มีการเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วนั้นมันได้ไปดูดออกซิเจนในน้ำมันเลยทำให้สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลได้ตายลงไปเป็นจำนวนมาก

และมันก็ได้สูญพันธุ์ลงไปในที่สุด ต่อมาได้เกิดสาเหตุการขึ้นเมื่อประมาณ252ล้านปีก่อนในยุคของเพอร์เมียน – ไทรแอสซิก โดยบันทึกเขาได้บอกว่าในยุคนี้คือยุคที่มีการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเขาได้สันนิษฐานว่าได้มีสิ่งมีชีวิตในทะเลได้สูญพันธุ์ไปกว่า95%และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังบนบกกว่าอีก70%

หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือมันแทบจะหมดโลกเลยก็ว่าได้ โดยสาเหตุการสูญพันธุ์ครั้ใหญ่ที่สุดในโลกในครั้งนี้มันก็ได้มีการถกเถียงกันมาโดยตลอดว่ามันเกิดมาจากอะไรภูเขาไฟระเบิดอุณหภูมิโลกเปลี่ยนหรืออุกกาบาตชนโลกคือมันไม่ได้มีทฤษฎีที่แน่นอนและหลักฐานที่บอกได้ว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไร เนื่องจากว่ามันไม่ได้มีสมมุติฐานใดๆ

เพียงสมมุติฐานเดียวที่สามารถอธิบายในการเกิดครั้งนี้ได้จึงได้มีการรวมทฤษฎีและสมมุติฐานเข้าด้วยกันและสรุปออกมาได้ความว่ามีการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ใน ไซบีเรีย ในยุคปัจจุบันมันเลยทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาตรมหาสารจึงส่งผลให้มีเทนคาเทรตละลายก๊าซมีเทนที่ถูกกักเก็บไว้จึงถูกปลดปล่อยออกมาอย่างมหาสารเช่นกัน

ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนต่างก็เป็นก๊าซเรือนกระจกจึงทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้ออกซิเจนในน้ำทะเลได้ลดลงไปอย่างรวดเร็วแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนมันจึงได้ผลิตไฮโดรเจน HSHอย่างมหาสารและมันได้ถูกปล่อยสู่มหาสมุทรจนทำให้สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลได้ตายไปกว่า95%กันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน สมัครฟรี