รถโกคาร์ท(Go kart) นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร 

Posted on 8 กรกฎาคม 20218 กรกฎาคม 2021Categories ตำนาน, ประวัติศาสตร์Tags ,

รถโกคาร์ท(Go kart) นั้นเป็นรถประเภทหนึ่งที่มีการใช้แข่งในสนาม รถโกคาร์ท(Go kart)นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแข่งขันความเร็วเพราะรถโกคาร์ท(Go kart)นั้นจะสามารถ สร้างความเร็วได้มากถึงสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและนอกจากนี้สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ในการทดลองแข่งขันโกคาร์ท(Go kart)เพื่อที่จะได้รับประสบการณ์และนำไปใช้ ได้ในการแข่งต่างๆเช่นรถฟอร์มูล่าวัน หรือการแข่งรถอื่นๆได้อีกด้วย

ซึ่งโกคาร์ท(Go kart)นั้นได้ถูกสร้างจากเครื่องยนต์ของเครื่องตัดหญ้า และรถโกคาร์ท(Go kart)นั้นถูกสร้างขึ้นในปีคศ 1957 และโกคาร์ท(Go kart)นี้ ได้รับความนิยมอย่างมากและทำการตั้งชื่อบริษัทว่าโกคาร์ท(Go kart) โกคาร์ท(Go kart)นี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับ บุคคลต่างๆ

ดังนั้นผู้คนเหล่านี้จึงเริ่มทำการสร้างโกคาร์ท(Go kart)ขึ้นเองและหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการแข่งขันครั้งแรกเกิดขึ้นโดยที่มีการจัดตั้งชมรมหรือพิมพ์ต่างๆเพื่อใช้ในการแข่งขันขึ้นมา และในปัจจุบันโกคาร์ท(Go kart)นั้นเป็นกีฬาการแข่งขันที่แพร่หลายมากในทวีปยุโรปเอเชีย และทวีปอื่นๆ ดังนั้นจึงมีการฝึกฝน ผู้ที่ต้องการที่เข้าแข่งขันในระดับนานาชาติ หรือระดับโลก ซึ่งเด็กที่มีอายุมากกว่า 8 ปีนั้นสามารถทำการแข่งขันได้อีกด้วย

การแข่งขันครั้งแรกของโกคาร์ท (Go kart)

ในการแข่งขันครั้งแรกของ รถโกคาร์ท(Go kart) นั้นเป็นการเริ่มต้นที่ ประเทศสหรัฐ เป็นงานของชายที่มีชื่อว่า อาร์ท อินเจลส์(art in jill) ผู้นี้นั้นได้ทำการพัฒนาลดของตัวเองแบบง่ายๆเพื่อล้อเลียนการแข่งขันรถอินดี้คาร์(Indy car) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมนะในขนาดนั้นและได้ทำการจัดการแข่งขันที่แคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะขยายความนิยมไปทั่วทั้งโลก

ซึ่งทำให้ในปัจจุบันนั้น ทำให้ ซีไอเคเอฟไอเอ (CIKFIA) นั้นได้เข้ามาทำการพัฒนาจนเป็น การแข่งขันสู่ระดับนานาชาติ และซึ่งในระดับนานาชาตินั้นจะแบ่งเป็นอีก 5 รุ่นตามอายุของผู้ที่ต้องการแข่งขัน และยังเป็นเครื่องยนต์อีกด้วยและการที่มีแข่งการแข่งขันใหญ่ๆ หรือการแข่งขันระดับชิงแชมป์โลกจะใช้เป็นเครื่องยนต์สำหรับการแข่งขันซึ่งมีขนาด 250 cc ในการแข่งขัน นั้นๆการแข่งขันนั้นจะมีอยู่ 3 ประเภท

  1. การแข่งขันประเภทแรกนั้นจะเป็นการสปริ้นท์ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและนอกจากนี้ เป็นการแข่งขันวัดความเร็วในระยะ 400-1600 เมตร
  2. การแข่งขันที่ 2 นั้นจะเป็นประเภทการแข่งขันในระยะที่ยาวซึ่ง เรียกว่าเอ็นดูแรนซ์ ซึ่งการแข่งขันของประเภทนี้จะมีการแข่งขันในเวลาที่นานมากซึ่งจะกินเวลาส่วนใหญ่ถึง 24 ชั่วโมง
  3. การแข่งขันของประเภทสุดท้ายนั้นจะเป็นการแข่งขันหอมประเภทสปีดเวย์ การแข่งขันประเภทนี้จะเป็นการแข่งขันที่มีเส้นทางคดเคี้ยว และในการแข่งขันนี้จำเป็นจะต้องมีใบอนุญาตก่อนถึงจะทำการแข่งขันได้แล้วจำเป็นจะต้องใส่ชุดการแข่งขันครบเซ็ตเหมือนนักแข่งจริงๆ  

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    หวยออนไลน์บาทละ 950

ประวัติเหตุการณ์ 14 ตุลาคมปีพศ 2516

Posted on 16 ตุลาคม 202016 ตุลาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

สำหรับเหตุการณ์ 14 ตุลาคมเป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลนั้นได้เข้ามาสลายการชุมนุมซึ่งอันที่จริงแล้วในการชุมนุมนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 เดือนตุลาคมปีพศ 2516 แล้วโดยผู้ที่ทำการชุมนุมนั้นก็จะเป็นกลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆโดยเฉพาะการนำนั้นเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งกลุ่มเด็กนักศึกษานั้นต่างก็ไม่พอใจเกี่ยวกับระบบของรัฐบาลที่มีการปกครองแบบเผด็จการและในขนาดนั้นมีนักศึกษาทั้งสิ้นจำนวน 13 คน

ถูกรัฐบาลเชิญตัวไปเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของการที่เด็กทั้ง 13 คนได้เดินออกมาแจกใบปลิวเกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้มีการแต่งตั้งรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่นั่นเองหลังจากที่นักศึกษาทั้ง 13 คนนั้นถูกจับกุมนักศึกษาคนอื่นๆต่างก็พากันลบหลู่และไปเดินขบวนการที่บริเวณถนนทำให้เหตุการณ์ในการชุมนุมในครั้งนั้น

มีความเร็วร้ายมากยิ่งขึ้นโดยนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้มีการส่งข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลต้องการให้รัฐบาลนั้นปล่อยตัวนักศึกษาทั้ง 13 คนที่ถูกจับกุมออกมาแล้วพวกเขาจะยุติการเดินขบวนประท้วงนั่นเองอย่างไรก็ตามทางรัฐบาลในตอนแรกนั้นได้มีการยอมรับปากกับทางกลุ่มนักศึกษาว่าจะมีการปล่อยตัวนักศึกษาทั้ง 13 คนแต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอันใดทางรัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแปลงคำพูดใหม่ไม่ยอมปล่อยตัวนักศึกษาอีกทั้งยังได้

ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารออกมาควบคุมฝูงชนจึงทำให้เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีจำนวนนักศึกษาที่เสียชีวิตมากมายหลายร้อยคนโดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นรัฐบาลได้ออกมาพูดถึงการสลายการชุมนุมว่ามีกลุ่มนักศึกษาบางกลุ่มได้นำอาวุธปืนไปทำการข่มขู่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐบาลต่างๆซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อชุมชนและทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยดังนั้นทางรัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาสลายการชุมนุมอย่างเร่งด่วน แต่เรื่องราวในครั้งนั้นก็สามารถสงบเรียบร้อยลงได้เมื่อในที่สุดแล้วทางรัฐบาลก็ได้ออกมายอมที่จะแก้ไขปัญหาการชุมนุมในครั้งนั้น

ด้วยการที่จอมพลถนอมกิตติขจรซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ลาออกจากตำแหน่งและเดินทางออกนอกประเทศนั้นเองทำให้เหตุการณ์ประท้วงในวันที่ 14 ตุลาคมจึงสงบลงได้เส้นทางด้านพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ได้ทรงมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาลงตำแหน่งแทนจอมพลถนอมกิตติขจรนั่นเอง

และประวัติศาสตร์การสูญเสียชีวิตของพี่น้องชาวธรรมศาสตร์ในวันที่ 14 ตุลาคมก็ยังคงมีการจารึกเอาไว้ให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่รุ่นพี่เคยได้มีการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประเทศชาติและแน่นอนว่าเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคมยังคงมีการพูดถึงกันอยู่จนถึงปัจจุบันหากเกิดเหตุการประท้วงจากกลุ่มนักศึกษาเมื่อไหร่หลายคนก็จะนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ของวันที่ 14 ตุลาคมทุกครั้งไป

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยจับยี่กี

ประวัติศาสตร์สนามกรุงโรม

Posted on 9 ตุลาคม 20209 ตุลาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

สนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโคลอสในยุคโบราณที่รู้จักกันในนามของโคลอสเป็นสถานที่ที่ได้ให้ความบันเทิงแก่ชาวโรงมันทุกคนแต่ว่ากันว่าเกมการแข่งขันในยุคนั้นมันค่อยข้างที่จะต่างไปจากเกมในยุคนี้เลยทีเดียวมันเด็ดสะยิ่งกว่าการดูบอลในสนามเสียอีก

ซึ่งโคลอสก็เป็นสถานที่เอาไว้ใช้สำหรับชาวโรมันทุกคนดังนั้นค่าเข้าของมันคือฟรีแต่เดี๋ยวก่อนชาวโรมันเขาไม่ได้เรียกสนามกีฬาแห่งนี้ว่าโคลอสชื่อนี้มันเป็นชื่อของรูปปั่นทองเหลืองที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นต่างหากชาวโรมันที่ได้ชื่อมาจากรอดช่องสิงค์โปรที่ได้ไปตั้งร้านอยู่ตรงข้างโรงหนังสิงค์โปรนั่นแหละจริงๆแล้วชื่อของมันคือสนามกีฬาแห่งฟาเวียตระกูลของจักรพรรดิที่ได้ปกครองพวกเราอยู่ในตอนนี้

เมื่อเราได้เข้ามาข้างในแล้วนั้นมันจะมีที่นั่งมากมายที่จะรอรับผู้คนได้ถึง5หมื่นคนเลยทีเดียวแต่ด้วยความที่ว่ามันไม่มีตั๋วสิ่งที่มันท่าทายก็คือเราจะต้องเดินเบียดขึ้นไปเพื่อจะหาที่นั่งและใช่ว่าเราจะนั่งตรงไหนก็ได้เราต้องดูตัวเองด้วยว่าเราเป็นชนชั้นไหน

โดยถ้าหากว่าเป็นจักรพรรดิราชนีนักบวชหรืออะไรต่างๆเราก็จะได้นั่งชั้นที่มันอยู่ใกล้สนามมากที่สุดแต่ถ้าเราเป็นไฮโซพ่อค้าหรือพูดง่ายๆเลยคือกลุ่มคนที่จ่ายภาษีแบบหนักๆให้แก่รัฐบาลเราก็จะสามารถนั่งได้ในชั้นที่สองและที่สูงขึ้นไปอีกนั่นเป็นของประชากรที่หาเช้ากินค่ำทั่วไป

ซึ่งชั้นนี้เป็นชั้นที่แฟนตัวจริงนั่งอยู่ส่วนชั้นบนสุดคือชั้นที่สี่จะมองเห็นคนในนามได้ตัวเล็กบวกกับไม่ได้ยินเสียงอะไรจากนามเลยนอกจากเสียงของคนด้านล่างก็จะเป็นที่สงวนไว้สำหรับผู้หญิงและขอทานจนๆการที่จะขึ้นไปยังชั้นนี้ก็เปรียบได้กับการขึ้นบนไดไปยังตึก12-15เลยทีเดียว 

นอกจากนี้สนามกีฬาแห่งนี้จะเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จุผู้คนได้ราวๆ5หมื่นคนเลยทีเดีวแต่พอถึงเวลาจะใช้จริงๆแล้วมันก็เบียดเสียดไม่แพ้กับเขาไปดูคอนเสิร์ตเลยทีเดียวแต่เรื่องที่สำคัญที่สุดในสมัยนั้นมันไม่มีแอร์แต่ขอบอกเลยว่าน่าร้อนในกรุงโรมร้อนไม่ใช่น้อยไม่แพ้ไทยเลย

ดังนั้นกลิ่นเหงื่อของคนรอบข้างเราก็สามารถสูดได้อย่างเต็มปอดเลยแต่เลยสนามเขาก็เข้าถึงปัญหานี้ดีก็เลยทำการออกแบบที่เป็นหลังคาที่เป็นร่มขนาดใหญ่มัมนก็จะสามารถหุบกลางได้เหมือนกับกลางเรือใบที่ใช้ในสนามรบในเวลานั้นเลย

 

สนับสนุนโดย  สูตรหวยยี่กี ruay

กษัตริย์เมรเข่นฆ่าคนไทยอย่างไม่ปราณี

Posted on 2 กันยายน 20202 กันยายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

ซึ่งในกรุงกัมพูชานั้นจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างของกรุงอโยธยามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จสามพยาถึงแม้ว่ากัมพูชาจะมีกษัตริย์ปกครองตัวเองก็ตามทีแต่ก็เป็นไปโดยสัญลักษณ์

ในครั้งอดีตกัมพูชามีอิทธิพบเหนือพื้นที่บริเวณประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมากเราได้รับวัฒนธรรมประเพณีภาษามากมายหลังจากนั้นมาเมื่อเราได้ทำการสถาปนาบ้านเมืองได้อย่างสำเร็จก็กำลังที่จะพยายามที่จะผลักดันอาณาเขตของอาณาจักรออกไปจนได้มาถึงรัชสมัยของพระเจ้าสามพยาซึ่งสามารถที่บุกเข้าไปตีเมืองนครหลวงจนได้ความสำเร็จนับแต่นั้นเป็นต้นมาด้านอิทธิพลของเขมรหรือประเทศกัมพูชาก็ได้ลดลงไปอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นมันก็ได้ส่งผลมาเมื่อครั้งที่อโยธยากำลังงอ่อนแอซึ่งกัมพูชาจึงได้ทำการตอบโต้และก็ได้ประกาศเอกราชเป็นของตัวเองจึงได้นำไปสู่ในการบุกเข้าโจมตีกับกองทัพของพระลาระแวกผู้ที่ได้เป็นกษัตริย์ของฝั่งกัมพูชาที่เขากำลังจะกวาดคนไทยและได้ก่อความวุ่นวายในแทบแนวเขตชายแดนมาตลอดมันเป็นความเสียหายต่อทางฝั่งกองทัพอโยธยาและคนไทยอีกมากมาย

นอกจากนี้ด้านพงศาวดารของไทยก็ได้เรียกกษัตริย์ทางฝั่งของกัมพูชาว่าพระยาระแวกในขณะนั้นก็คือพระบรมราชาศ์นับแต่เมื่อเขมรได้ย้ายเมืองหลวงเข้ามาอยู่ที่เมืองระแวกในช่วงการทำศึกในครั้งนั้นด้านฝั่งกองทัพของพระยาระแวกนั้นก็ได้ยกทัพมาถึงอโยธยาจึงทำให้คนชาวเมืองได้ทำการต่อสู้และได้สังหารแม่ทัพของพระยาระแวกจนได้จนต้องทำให้พระยาระแวกต้องเลิกและยกกองทัพกลับไปในที่สุด

ซึ่งการมาของทางฝั่งกองทัพของพระยาระแวกนั้นได้บ่งบอกถึงความอ่อนแอของกองทัพอโยธยาเป็นอย่างมากเมื่อกองทัพของพระยาระแวกนั้นสามารถเข้ามาล้อมราชธานีได้อย่าง่ายดายจากนั้นอโยธยาก็ทำได้แค่เพียงทำการปิดล้อมเมืองทั้งหมดและพร้อมที่จะรับมือกับข้าศึกหากแม้ว่าในการทำศึกในครั้งนี้เราได้สังหารแม่ทัพของศัตรูได้ก็ตามทีแต่เมื่อได้ถึงทีครามกองทัพของพระยาระแวกได้ถอยทัพเราก็ไม่บังอาจสามารถนำคนไปโจมตีต่อได้

เนื่องจากกองทัพของกัมพูชาของพระยาระแวกยังได้กวาดเอาคนไทยไปที่เมืองระแวกอีกเป็นจำนวนมากการทำศึกในครั้งต่อมาพลของกองทัพพระยาระแวกกัมพูชาก็ได้นำพลมาทางเรือในระหว่างทางนั้นได้มีกองทัพกัมพูชาผ่านไปก็ได้มีการปล้นสะดมเหล่าพวกเชลยศึกเป็นอย่างมาก

การทำศึกครั้งนั้นกำลังพลที่อยู่ทางฝั่งยโสธรก็ได้ส่งมาให้ทำสกัดข้าศึกของพระยาระแวกแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรกับกองทัพระแวกได้

สงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้นจากอะไร?

Posted on 1 กันยายน 20201 กันยายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

สงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้นในในปีคริสตศักราช1914และได้จบลงในปีคริสตศักราช1918เป็นสงครามที่ได้สร้างความเสียหายผู้คนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมากนั่นก็เป็นเพราะว่าได้มีคนเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้ถึง16ล้านคนและก็บาดเจ็บจากสงครามอีก21ล้านคนเป็นสงครามที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเข็ดสุดๆและพยายามอย่างมากเลยที่จะไม่ให้สงครามเหล่านี้เกิดขึ้นมาอีก

ซึ่งมันก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าความพยายามนั้นพินาศไม่เป็นท่าเพราะว่าจากหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบเพียง20ปีต่อมาก็ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่2อยากจะบอกว่าหายนะมากกว่าเดินอีกผู้คิดว่าจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่1คืออะไร หนึ่ง เหตุการณ์รอบสังหาร อาร์ชดยุท ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ ้เหตุการณ์ที่สอง มหาอำนาจยุโรปแย่งอำนาจกัน 

ซึ่งในตำราเรียนต่างๆมักจะเริ่มการอธิบายการเกิดของสงครามโลกครั้งที่1จากเหตุการณ์สังหาร อาร์ชดยุท ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ มกุฏราชกุมารแห่ง ออสเตรีย-ฮังการี และ พระชายา เจ้าหญิงโซฟีที่กรุงซาราเจโวเมืองหลวงของบอสเนียเฮอร์เซโกวีน่า จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีก็เรียกว่าเป็นมหาอำนาจหนึ่งของยุโรป

ดังนั่นการที่ มกุฏราชกุมาร มกุฏราชกุมารรีได้ถูกสังหารอย่างอุกอาจในตอนกลางวันแซกๆในขณะนั้นมันไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอนแต่ว่าถ้าเราจะพูดว่านี่คือสาเหตุหนึ่งเดียวของการเกิดสงครามโลกที่ทำเอาคนตายไปถึง16ล้านคนมันก็ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลมากเท่าไรเพราะว่าการสังหาร มกุฏราชกุมาร ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์เป็นฟางเส้นสุดท้ายพอดีที่จุดระเบิดของสงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้น

สาเหตุหลักๆที่นำพามหาอำนาจยุโรปเข้าสู่สงครามนั้นอาจจะสรุปได้เป็นข้อๆดังต่อไปนี้ หนึ่งการล่าอาณานิคม ประเทศเจ้าอาณานิคมต้องมีกองทัพขนาดใหญ่เพื่อที่จะเอาไปควบคุมอาณานิคมส่วนมากจะอยู่ในทวีปแอฟริกาทั้งฝรั่งเศสเยอรมันอังกฤษต่างก็เข้าไปแย้งพื้นที่ในแอฟริกากันอย่างหน้าดานเลยทั้งที่ไม่ได้เป็นของตัวเองเลยมันเป็นประเทศของเขา 

สอง การแข่งขันสะสมอาวุธ และการขยายขนาดกองทัพ นั่นแหละการล่าอาณานิคมมันจำเป็นที่จะต้องมีกองทัพขนาดใหญ่นอกจากจะมีคนเยอะแล้วก็จะต้องมีแสนยานุภาพยุทยุทโธปกรณ์มาด้วยใครมีอะไรตัวเองก็จะต้องมีมากกว่าก็ทับถมก็ไปเรื่อยๆจนมันสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่จบสิ้น

สาม การจับมือเป็นพัมธมิตรกันด้วยกฏเกณฑ์ที่รัดรึงหนักมากประเทศต่างๆเมื่อรู้สึกว่ามันไม่มั่นคงจากการแข่งขันกันสะสมอาวุธและกองทัพก็จะพยายามหาพันธมิตรโดยการทำสนธิสัญญาคือเป็นสนธิสัญญาว่าจะไม่รุกรานกันแต่มันก็ยังมีเพิ่มมาคือว่าต่างฝ่ายต้องเข้าช่วยเหลือกันเมื่ออีกฝ่ายถูกรุกรานแต่ว่าจริงๆแล้วนั้นถ้าเป็นสนธิสัญญาทั้งสองประเทศมันยังไหวแต่มันจะไม่ใช่แบบนั้นมันจะไม่ใช่สนธิสัญญา2ฝ่าย

อุดมการคอมมิวนิสต์ของนายเหมาเจ๋อตง

Posted on 29 สิงหาคม 202029 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ซึ่งThe Great Leap Forward คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมเหมาสไตล์เราจะต้องเข้าใใจกันก่อนว่าตามฤทฎีคอมมิวนิสต์ของคาร์มาร์กซ์นั้น การที่ประเทศจะเปลี่ยนระบอบมาเป็นคอมมิวนิสต์ได้นั้นประเทศดังกล่าวจะต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรมซะก่อนทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าในโมเดลของมาร์กซ์

เมื่อประเทศได้เป็นอุตสาหกรรมนายทุนก็จะใช้วิธีการกดค่าแรงคนงานเพื่อผลกำไรสูงสุดสุดท้ายแรงงานก็จะลุกขึ้นมาปฏิวัติแล้วก็ยึดจักรกลการผลิตเป็นของแรงงานร่วมกันแล้วก็เดินหน้าต่อโดนคนงานเพื่อคนงานอะไรประมาณนี้โมเดลแบบสหภาพโซเวียตก็เป็นเช่นนี้แต่ว่าในกรณีของจีนนั้นต่างออกไป

เพราะว่าจีนยังเป็นประเทศเกษตรกรรมถ้าถามมาร์กและเลนิน สองคนนั้นก็จะบอกเหมาเจ๋อตงว่าปล่อยให้ประเทศเป็นทุนนิยมกันไปก่อนเพื่อให้นายทุนทำการปฏิวัติอุตสาหกรรม

เมื่อการปฏิวัตอุตสาหกรรมสุงอมแล้วอุดมการคอมมิวนิสต์ก็จะตามมาตามธรรมชาติคนจะคิดได้เองโดยที่ไม่ต้องบังคับแต่เหมาเจ๋อตงก็บอกว่าแบบนี้มันก็ไม่ทันสิเราจะต้องเป็นคอมมิวนิสต์เดี๋ยวนี้และเราเป็นไปแล้วด้วยแต่ถึงอย่างไรเราก็จะต้องมีอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าเพราะไม่งั้นเราก็จะไปต่อไม่ได้

ในยุคนั้นความเป็นอุตสาหกรรมวัดจากความสามารถในการผลิตเหล็กกล้าเพราะว่าเหล็กกล้าถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆในการก่อสร้างสะพานโครงสร้างขนาดใหญ่และเครื่องจักรอุตสหากรรมเหมาเจ๋อตงได้ทำทั้ง2อย่างในโครงการThe Great Leap Forwardหรือโครงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดนั้นก็คือหนึ่ง การทำนารวม และ สองการผลิตเหล็กกล้ารายหมู่บ้าน

ซึ่งการทำนารวมนี้เกิดจากความคิดที่ว่าจีนได้เป็นประเทศกสิกรรมอยู่แล้วและผลิตอาหารได้มากดังนั้นจึงควรรวมหน่วยการผลิตข้าวเข้าด้วยกันคือเอาที่ดินมารวมกันแล้วก็เอาคนมารวมกันแล้วก็ทำนาแบบใหญ่ๆไปเลยจะได้ผลิตข้าวได้เยอะๆทั้งใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกด้วยนี่ก็คือการทำงานตามConceptคอมมิวนิสต์ทุกคนได้ร่วมกันผลิตทุกคนผลิตไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคนและทุกคนก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกันแถมส่งออกได้แถมประเทศเจริญเข้าไปอีก

นอกจากนี้ในช่วงแรกคอนเซ็ปต์นารวมก็ได้รับการตอบรับจากชาวนาดีพอสมควรเลยเพราะว่าชาวนาจีนเป็นจำนวนมากไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองต้องเช่านาเขาทำอดๆยากๆแต่ทีนี้รัฐบาลก็ยึดที่ดินทั้งหมดมาเป็นของรัฐบาลแล้วก็ให้ทุกคนเป็นชาวนาทำงานให้กับรัฐบาลบ้านไม่ต้องเช่าข้าวไม่ต้องซื้อกินเต็มที่รัฐเลี้ยงดูและทุกคนก็ทำนา

ส่วนโครงการที่สองคือโครงการผลิตเหล็กกล้ารายหมู่บ้านอันนี้คือจะว่าไปแล้วก็ชวนให้เลิกคิ้วมากๆเลยคือเหมาเจ๋อตงและกุนซือเศรษฐกิจก็คิดกันว่าสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายไม่มีแต่จีนมีก็คือคนจีนเยอะมากแล้วก็การที่มีคนเยอะจะสามารถทดแทนเครื่องจักรเครื่องกลได้

 

สนับสนุนโดย  nowbet

การปฎิวัติของราษฎรยุคสยามในสมัยรัชกาลที่7

Posted on 27 สิงหาคม 202027 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เช้าวันที่24มิถุนายน สิ่งที่ได้เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นเอาเข้าจริงๆก็เกิดจากการวางแผนที่ใจกล้ามากๆคือการลวงทหารจากหน่วยต่างๆไปกองไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นพันๆนาย

โดยใช้วิธีทั้งหมดให้ทหารทั้งหมดออกมาเพราะเข้าใจว่ามีการกบฎเกิดขึ้นโดยอาศัยแค่บารมีเท่าที่จะมีอยู่ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหล และ พระประศาสน์ บุกเข้าไปกรมทหารม้าที่1แบบไม่ให้ใครตั้งตัวรีบเรียกทหารขึ้นรถรีบขนปืนและนำขบวนรถเกาะออกมาในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสมทบกับทหารเรือที่ใช้วิธีเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีรักเรียนนายร้อยที่พระยาทรงสุรเดชใช้ความเป็นอาจารย์นัดหมายไว้และทหารฝึกใหม่ในกรมทหารช่างโดยไปบอกว่าให้ตื่นเช้ามาเข้าฝึกหัดที่จุดนัดหมายด้วย พระยาพหลที่ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติได้ขึ้นเวทีและอ่านประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองขอให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายและกล่าวถึงข้อเสียของระบอบเก่าว่าเป็นระบอบที่ใครจะออกเสียงคัดค้านย่อมมิได้การปกครองแบบนี้จะปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับเศรษฐกิจและการภาษีโดยลำพังและไม่ได้ให้บ้านเมืองดีขึ้นเลย

ซึ่งอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จก็คือการมีองค์ประกันหรือการจับตัวประกันนั่นแหละเพราะถ้าไม่มีองค์ประกันก็คงไม่มีเครื่องมือต่อรอง

องค์ประกันอันดับหนึ่งที่ไม่มีไม่ได้ก็คือกรมพระนครสวรรค์วรพินิตซึ่งเป็นผุ้ที่มีอำนาจมากที่สุดในพระนครรองจากพระเจ้าอยู่หัวเพราะกรมพระนครสวรรค์นั้นเป็นผู้คุมกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารเคยดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาธิการทหารบกเสนาบดีกระทนงทหารเรือเสนาบดีกระทรวงกลาโหมและได้ดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ท่านได้มีศักดิ์เป็นคุณปู่ของอดีตผู้ว่า กทม. หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์บริพัตร

สรุปว่าในวันนั้นมีการจับกุมบุคคลสำคัญและเชิญเจ้านายมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคมทั้งสิ้น25คนส่วนบทบาทของพลเรือนทั้งนายประยูร ภมรมนตรี นายควง อภัยวงศ์ นายประจวบ บุนนาค ก็คืออเข้ายึดกรมไปรษณีย์ ตัดสายโทรเลขยึดการสื่อสารเอาไว้เพื่อความได้เปรียบ

ซึ่งกว่าที่ข่าวจะไปถึงวังไกลกังวลความได้เปรียบก็อยู่กับฝ่ายคณะราษฎรแล้วช่วงบ่ายคณะปฏิวัติเริ่มแจกจ่ายแถลงการณ์ที่ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เขียนขึ้นสิ่งนี้เรียกว่าประกาศราษฎรฉบับที่หนึ่งได้มีเนื้อหาย้ำเตือนว่าต่อไปนี้ประเทศสยามเป็นประเทศของราษฎรไม่ใช่ของใครเพียงคนหนึ่งอีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงก็เสร็จสมบูรณ์เมื่อคณะราษฎรได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลในหลวงรัชกาลที่7พราะบามสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอัญเชิญมาเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้กฎหมายเมื่อพระองค์เห็นด้วยกับแนวทางการปกครองนี้และทรงแจ้งให้ราบว่าพระองค์มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่เหมือนกัน

โดยจะเป็นพระมหากษัตริย์ตามพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

ความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตมี3ขั้วด้วยกัน

Posted on 17 กรกฎาคม 202017 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ในส่วนโลกของสหรัฐนั้นมันก็ได้มีทฤษฎีอยู่อย่างหนึ่งพวกเขามักคิดที่จะเชื่อในทฤษษฎีโดมิโน ซึ่งทฤษฎีโดมิโนมันได้หมายความว่าถ้าหากว่าเราได้ปล่อยให้โดมิโดตัวแรกนั้นได้ล้มลงไป นั่นมันก็จะหมายความว่าหากเราได้ยอมให้ประเทศหนึ่งได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปลัทธิของคอมมิวนิสต์มันก็จะแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนั้นเหมือนกับการที่เราได้ผลักโดมิโนในประเทศข้างเคียงกันให้มันได้ล้มต่อๆกันไปจนมันได้กลายมาเป็นคอมมิวนิสต์กันหมดอันนี้มันเป็นทฤษฎีโดมิโน

ส่วนอุดมการของฝั่งคอมมิวนิสต์ถ้าเผื่อว่าจะให้สำเร็จไปตามทฤษฎีของคอมมิวนิสต์จริงๆแล้วมันก็จะต้องทำลายชนชั้นนายทุนให้หมดไปโดยสิ้นเชิง

หมายความว่าก็จะต้องเปลี่ยนให้ทุกประเทศในโลกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เสียก่อนนั่นมันคือเรื่องของสงครามเย็นและสงครามตัวแทน

แต่ทว่าสงครามตัวเองในเอเชียนี้โดยเฉพาะแล้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันไม่ได้เหมือนกับสงครามตัวแทนอื่นๆในโลกไม่เหมือนในยุโรป 

ซึ่งได้มีการแบ่งเยอรมันตะวันออกกับเยอรมันตะวันตกหรือในแบ่งของอเมริกาใต้ที่ได้มีการขั้วของการขัดแย้งคืออิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะมีความซับซ้อนมากกว่านั้นเพราะว่าดันมีถึง3ขั้วอำนาจด้วยกัน โซเวียตไปทะเลาะกับกับจีนหลายคนอาจะงง 

เพราะว่าเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนกันไม่ใช่เหรอจะมาทะเลาะกันได้อย่างไร

ในราวปี1950-1960 ที่สงครามเย็นกระจายออกไปทั่วโลกจีนและสหภาพโซเวียตก็ได้ตัดความสัมพันธ์กันทั้งๆที่ได้เป็นประเทศคอมมิวนิสต์เหมือนกันซึ่งเราได้เรียกเหตุการณ์ตรงนี้ว่า Sino-Soviet split 

เหตุการณ์แยกวงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณปี1956 ในตอนนั้นโจเซฟสตาลิน ผู้นำสูงสุดของโซเวียตเสียชีวิตลงและก้ได้มีผู้นำคนใหม่ นายนิกิต้า ครุชชอฟ ได้ขึ้นมาแทน

ซึ่ง นายนิกิต้า ครุชชอฟ ก็ได้มีไอเดียใหม่ๆที่ไม่ต้องการให้สหภาพโซเวียตเป็นคอมมิวนิสต์ในแบบเดิมที่ได้เป็นลัทธิบูชาตัวบุคคลเพราะก่อนหน้านี้ในยุคของสตาลิน โซเวียตก็ไม่สามารถที่จะไปถึงฝั่งฝันของการที่จะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีได้จริงๆเช่นเดียวกันกับประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลายในโลก

สุดท้ายแล้วสตาลินก็กลายมาเป็นเผด็จการที่ได้มีการยกตัวเองนั้นได้เป็นผู้นำสูงสุดบังคับให้ทุกคนนั้นต้องเชื่อฟังเพื่อที่ชาติเรานั้นจะได้รอกพ้นจากภัยจักรวรรดินิยมของอเมริกาจึงได้ทำให้โซเวียตของในยุคสตาลินทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความอดอยากยากจนได้มีการกำจัดศัตรูทางการเมืองที่หนักหน่วงมีการสังหารหมู่มีนักโทษเต็มไปหมดทั้งในคุกและค่ายที่ได้ใช้แรงงานในไซบีเรียเป็นการปกครองที่โหดเหี้ยมกดหัวประชาชนไม่ต่างอะไรที่เป็นเผด็จการเฉยๆเลย

 

สนับสนุนโดย  entaplay เครดิต ฟรี

การปฏิวัติของฝรั่งเศส

Posted on 15 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เมื่อได้พูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสคุณจะนึกถึงอะไรบ้าง ซึ่งหลายคนก็อาจจะเห็นภาพ กีโยติน เคร่องประหารที่ได้ตั้งใจผลิตขึ้นมาเพื่อความเสมอภาคหรือ พระนางมารี อังตัวเน็ต ราชินีของพระเจ้าหลุยส์ที่16ที่เค้าได้เม้ามอยกันว่ามีประโยคที่โด่งดังตลอดกาลของนางก็คือ “Let them eat cake” หรือไม่มีขนมปังก็ทำไมไม่กินเค้กกันล่ะ

ซึ่งมันก็ไม่ได้มีหลักฐานใดๆตรงไหนเลยที่จะบ่งบอกว่านางพูดแบบนั้นจริงๆหรือบางคนก็อาจจะนึกถึง Do You Hear The People Sing เพลงดังจากละคร เรื่องLes Miserables ซึ่งอันที่จริงเหตุการณ์ที่ละครพูดถึงได้เป็นการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลที่ได้เกิดขึ้นในภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสถึง43ปีเลยทั้งนี้ยังได้มีการเข้าใจผิดกันเยอะว่าการปฏิวัติของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 ที่ได้มีการล้มราช วงศ์บูร์บอง

แล้วฝรั่งเศสก็ปกครองในระบอบ สาธารณรัฐมาจนถึงปัจจุบันอันที่จริงแล้วหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสปี1789 ทางฝรั่งเศสก็เข้าๆออกๆระหว่างระบอมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ระบอบเผด็จการทหารและระบอบสาธารณรัฐอยู่หลายรอบกว่าที่จะเป็นสาธารณรัฐ โดยสมบูรณ์และมั่นคงก็82ปีหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสอันโด่งดังที่เรารู้จักกัน

วันนี้เราจะมาดูกันว่าหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เริ่มจากการบุกถล่มคุกบาสตีลล์ ในวันที่14กรกฎาคม 1789 แล้วเรื่องราวใน82ปีต่อมาเกิดอะไรขึ้นบ้างการปฏิวัติของฝรั่งเศสก็ได้เริ่มขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ในวันที่14กรกฎาคม 1789 โดยได้ใช้หมุดหมายการถล่มคุกบาสตีลล์ของประชาชนชาวปารีสเป็นสัญลักษณ์แต่ความไม่พอใจต่อกษัตริย์ขุนนางและระบบการปกครองนั้นได้คุกรุ่นมาก่อนหน้านั้นพอสมควรแล้วทั้งนี้เรื่องที่ สำคัญที่สุดคือเรื่องของปากท้อง เศรษฐกิจ

และ การเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมเศรษฐกิจของฝรั่งเศสเริ่มตกต่ำมาตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่15และที่ปรึกษาทางการคลังของพระเจ้าหลุยส์ที่15โด่งดังมาในความสามารถที่จะเก็บภาษีได้แบบมีประสิทธิภาพสุดๆภาษีไม่มีกระเด็นกลุ่มคนที่ถูกเก็บภาษียิบย่อยและเก็บแบบดุมากที่สุดก็คือประชาชนชั้นล้าง ชาวนาและผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย

ส่วนเหล่าฐานันดรที่1กคือ ศาสนจักรและฐานันดรที่2คือขุนนางแทบไม่ต้องเสียภาษีกันเลยนอกจากนี้ชนชั้นใหม่คือชาวบ้านที่ค้าขายจนเป็นคนเป็นเศรษฐีใหม่หรือนิวมันนี่ที่เรียกว่าพวก บูร์ชวาส์ก็มักจะหาทางซิกแซ็กหลีกเลี่ยงภาษีได้เหมือนกัน สรุปว่าชาวบ้านชาวนาฝรั่งเศสทำงานเลี้ยงเจ้าและขุนนางตั้งแต่เกิดตายนั่นล่ะพอเข้าพระเจ้ารัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16สถานการณ์ก็สุกงอมพอดี

เพราะนอกจากจะเสียภาษีกันจนแทบไม่มีกินแล้วยังเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงติดต่อกันหลายปีข้าวสาลีที่ใช้ทำขนมปังก็ขาดแคลนเมื่อไม่มีขนมปังและประชาชนโกรธแค้นก็เลยเป็นที่มาของ “ไม่มีขนมปังก็กินเค้กสิ”

 

สนับสนุนโดย  entaplayทางเข้า

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นบุกชิงเมืองนานกิง

Posted on 10 กรกฎาคม 202010 กรกฎาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

สำหรับเรื่องนี้จะเป็นสาระที่เกี่ยวกับต่างประเทศสักเล็กน้อยเป็นโศกนาฏกรรมที่ถูกบันทึกไว้ในจารึกประวัติศาสตร์โลกเลยว่าความโหดร้ายแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วจริงๆมันมีความรุนแรงและโหดร้ายและได้มีความโหดเฮียมกว่าข่ายกักกันที่ข่ายนาซีเสียอีกเป็นเรื่องเกี่ยวกับในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเป็นเรื่องของเหตุการณ์ในอดีตที่ประเทศญี่ปุ่นได้บุกเข้าโจมตีประเทศจีน

สงครามโลกก็ต้องรบฆ่าฟันกันมันเป็นเรื่องธรรมดาแต่ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษนี่ ได้เป็นเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นได้บุกเข้าโจมตี เมืองนานกิง ไม่เพียงแต่รบลาฆ่าฟันเพื่อตีชิงเมืองแต่สิ่งที่ชาวจีนนั้นรับไม่ได้นั่นก็คือ ฆ่าข่มขืนหญิงทุกเพศทุกวัยเหตุการณ์ครั้งนี้หลายๆ คนอาจจะรู้จักกันดีว่านี่คือโศกนาฏกรรมนานกิง

ได้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์นองเลือดที่โหดร้ายที่ได้เกิดขึ้นมาในอดีตของเราเลยก็ได้หลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้นหูในชื่อของเมืองนานกิงสักเท่าไหร่ แต่ว่าเมืองนานกิงนั่นมันเคยเป็นเมืองหลวงในประเทศจีนมาก่อนในประวัติศาสตร์นี้ว่ากันว่า เหตุการณ์สังหารหมู่นานกิงนี้ได้มีชาวนานกิงที่ได้เสียชีวิตประมาณ250,000-300,000คนกันเลยทีเดียว

ซึ่งหนึ่งในจำนวนของผู้เสียชีวิตที่มากนั้นคือผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่วัยรุ่นคนแก่ล้วนถูกฆ่าข่มขืนทั้งหมด ซึ่งวันนี้เราก็จะมาย้อนรอยในประวัติศาสตร์ที่ได้เกิดขึ้นมาจริงๆบนโลกของเรา เรื่องราวได้เกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมในปี2480 หลังจากที่ก่อทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดเมืองเซียงไฮ้ได้ไม่นานก็เริ่มที่จะขยายอำนาจอาณาเขตไปยังเมืองหลวงของจีนในสมัยนั้นนั่นก็คือ เมืองนานกิงนั่นเอง

ก่อนที่จะเข้าเมืองนานกิงทหารญี่ปุ่นได้บุกเข้าโจมตี เมืองซูโจวและได้สังหารประชากรภายวในเมืองราวเกือบ3.5แสนคนได้ฆ่าทิ้งทั้งหมดเมืองแห่งนี้ก็ได้เหลือคนเพียงแค่500คนเท่านั้นเอง จากการสังหารของทหารญี่ปุ่นจนกระทั่งรุ่งเช้าของวันที่13ธันวาคมทหารญี่ปุ่นได้บุกเข้าโจมตีเมืองนานกิง

โดยใช้เวลาเข้าบุกโจมตีเมืองนานกิงเพียงแค่สี่วันเท่านั้นแต่มันไม่ใช่เหตุการณ์สังหารหมู่เหมือนกับเมืองอื่นๆมิเช่นนั้นแล้วเหตุการณ์เมืองนานกิงจะไม่เป็นที่จดจำหากทหารญี่ปุ่นไม่ทำสิ่งนี้หลังจากที่บุกเข้ายึดเมืองนานกิงได้แล้วกองทัพญี่ปุ่นก็เริ่มฆ่าชาวจีนอย่างโหดเฮียมโดยที่ไม่ได้มีความปราณีใดๆเลยบางรายถูกฆ่าหั่นศพและได้นำเอาศพไปให้สุนัขกิน

บางรายโดยทรมานหลากหลายวิธีมากๆเลยแต่วิธีที่โหดร้ายอีกวิธีหนึ่งนั่นก็คือทหารญี่ปุ่นจะผูกชาวนานกิงเอาไว้กับแผ่นไม้กระดานแล้วนำเอาแผ่นไม้กระดานนี้วางเรียงกันเอาไว้ที่พื้นเป็นจำนวนมากแล้วให้รถถังวิ่งทับที่ละร่างๆไปจนเสียชีวิต

 

สนับสนุนโดย  next88 esports