ข้อที่แท้จริงของคำว่ายากูซ่า

Posted on 26 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

คุณอาจจะเคยสงสัยกับคำว่ายากูซ่าของกลุ่มคนผู้ที่มีอิทธิพลมืดในประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นจากการ์ตูนภาพยนตร์หรือว่าตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และในวันนี้เราจะพาคุณมารู้จัดกับสิ่งที่เกี่ยวกับความจริงกับยากูซ่าที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

ที่มาของคำว่า ยากูซ่า 

คำว่ายากูซ่า มีที่มากจากการเล่นไพ่โออิโช คาบุ ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งก็ได้มีกติกาอยู่ว่าให้ผู้เป็นในแต่ละบุคคลนำตัวเลขที่ได้มีอยู่บนไพ่นำเอามาบวกกับแล้วนำเอาตัวเลขตัวสุดท้ายเอามานับเป็นคะแนน ยกตัวอย่างเช่น อาจว่าคุณหยิบได้ไพ่หมายเลข 8 9 และ 3 จะมีผลรวมเท่ากับ 20 ซึ่งหมายความว่าตอนนี้คุณมีเพียง 0 คะแนนเท่านั้นและมันก็แย่มากๆโดยที่การนับเลขแบบญี่ปุ่นดั่งเดิมจะอ่านออกเสียง 8 9 และ 3 ว่า ยา กู และ ซ่า ตามลำดับและเหตุผลที่พวกเขานั้นได้เรียกว่า ยา กู ซ่า นั่นก็เป็นเพราะว่าคนที่ถือไพ่ชุดนี้จะต้องมีความสามารถสูงและเก่งกาจจริงๆเท่านั้นจึงจะสามารถที่จะพลิกสถานการณ์เป็นผู้ชนะได้

ยุคแรกเริ่มของ ยากูซ่า แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีใครที่จะสามารถฟันธงได้อย่าง100%ว่ายากูซ่าได้มีจุดกำเนิดมาอย่างไรแต่ก็มีนักวิชาการบางกลุ่มได้สันนิษฐานว่า ยากูซ่า นั้นได้มีกำเนิดมาจากคนรับใช้ของโชกุน หรือ ที่เรีกกันว่า ฮาตาโมะ ยักโกะ และในปีศตวรรที่17 ได้เกิดความวุ่นวายในทางการเมืองในประเทศญี่ปุ่นจึงได้ทำให้กลุ่มที่ได้อ้างตัวเองว่าเป็นผู้ที่รับใช้โชกุลและได้ออกมาประกาศตัวว่าพวกเขาได้เป็นพวกผู้ที่รักษากฏระเบียบและได้ปกป้องทุกคนจากภัยอันตรายและนั่นจึงได้ทำให้พวกเขานั้นได้เรียกเก็บเงินจากกลุ่มของชาวบ้านเพื่อที่จะเป็นค่าตอบแทน

การปกครองภายในแก๊งยากูซ่า และในการที่คุณนั้นจะได้เข้ามาเป็นสมาชิกของแก๊งยากูซ่าได้นั้นก่อนอื่นเลยคุณก็จะต้องตัดขาดความสัมผัสทั้งหมดออกจากครอบครัวของคุณจากนั้นคุณเองก็จงมอบความจงรักภักดีทั้งหมดให้กับหัวหน้าแก๊งและคุณจะต้องคิดว่าสมาชิกภายในแก๊งนั้นคือคนในครอบครัวและสุดท้ายคุณเองก็จะต้องงเชื่อฟังคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าคุณโดยในครอบครัวของยากูซ่านี้จะมีการปกครองอย่างมีลำดับขั้น ซึ่งได้มี โอยะบุนเป็นผู้นำที่สูงสุด รองลงมาก็จะเป็น วาคากาชิระ ที่เป็นผู้ที่สั่งการระดับภูมิภาค จากนั้นก็จะเป็นระดับ เคียวได หรือ ผู้ที่เป็นะระดับปกครองระดับท้องถิ่น และ โคบุนที่ได้เป็นลูกน้องระดับล่างสุด

การเดินทางไปเกาะที่ใช้เวลาเดินทางนานที่สุดในสมัยก่อน

Posted on 22 มีนาคม 202022 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

เราลองมาย้อนในการเดินทางในอดีตกันก่อนและนี่มันคือแผนที่ในปี1914มันเป็นราลละเอียดของเวลาการเดินทางไปยังที่ต่างๆทั่วโลกถ้าเราคิดง่ายๆว่าให้เมืองลอนดอนเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเราจะเห็นได้ว่าในการเดินทางในทวีปยโรปในส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ5วันขณะที่ดินทางจากลอนดอนไปยังแทบรัฐเซีย

จะต้องงใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ5/10วันด้วยกันและถ้าหากว่าเรานั้นอยากจะเดินทางไปยังทวีปแอฟริกาอย่างเช่นเมืองUnited States มันก็จะต้องใช้ระเวลาในการเดินทางประมาณ10/20วันด้วยกันแล้วถ้าหากว่าจะต้องการเดินทางไปไกลหน่อยอย่างเช่นทวีปออสเตรียการเดินทางไปยังAustraliaก็อาจจะใช้ระยะเวลานานถึงประมาณ40วันด้วยกัน ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในการเดินทางไปยังทวีปต่างๆยกเว้นยุโรปนั้นมันก็จะต้องใช้เวลาในการเดินทางกินระยะเวลากันเป็นเดือนเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตามในการเดินทางในระยะปัจจุบันได้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางที่สั้นเป็นอย่างมากโดยการเดินทางไปยังทวีปยุโรปส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวันเท่านั้นแม้กระทั่งการเดินทางไปยังซานฟรานซิสโก ซึ่งเมื่อประมาณ100ปีที่ผ่านมาจะต้องใช้เวลาในระยะเวลาการเดินทางประมาณ20วันแต่ในปัจจุบันจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณครึ่งวันเท่านั้นเช่นเดียวกันกับการเดินทางไปยังซิดนีย์ ซึ่งเมื่อก่อนจะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ40วันแต่สำหรับในปัจจุบันได้ใช้ระยะเววลาในการเดินทางประมาณ1วันเท่านั้นเองและยังต้องของขอบคุณในการเดินทางทางอากาศทันสมัยใหม่ที่ได้ทำให้ก่นเดินทางรอบดลกนั้นสามารถที่จะทำได้ง่ายและเดินทางได้ง่ายและยังสะดวกสบายรวดเร็วเป็นอย่างมาก

แต่ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเดินทางไปรวดเร็วและไว้มากขึ้นเท่าไรแต่เขาก็ยังมีสานที่ที่บางที่ที่เราจะสามารถที่จะเข้าไปถึงได้อย่างง่ายๆอยู่ดีอย่างเช่นเกาะ Pitcairn lsland ซึ่งได้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรมันได้ตั้งอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกที่บนเกาะแห่งนี้ได้มีผู้คนอาศัยอยู่บนเกาะประมาณ49คนและยังได้มีระยะทางที่ห่างจากเกาะที่ไกล้ที่สุดมากกว่า100กิโลเมตรหากว่าใครที่ยังไม่มีที่ดินเพื่อนก็สามารถที่จะย้ายเข้ามาอยู่ ณ ที่เกาะแห่งนี้ได้

ซึ่งทางการจะอนุญาติให้เพื่อนๆสามารถที่จะจับจองที่ดินและจัดการสร้างบ้านได้ตามที่คุณนั้นต้องการได้เลยและบนเกาะแห่งนี้จะมีสภาพอากาศที่มีลักษณะเหมือนกับเกาะทางเขตร้อนทั่วๆไปเพียงแต่ว่าที่นี่ไม่มีสนามบินอยู่บนเกาะดังนั้นในการเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ก็จะต้องเดินทางมายังทางเรือเท่านั้นอีกทั้งเที่ยวเรือที่มายังเกาะแห่งนี้ก็ไม่ค่อยจะมีสะด้วย

ตำนานแวมไพร์ 

Posted on 21 มีนาคม 202021 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

แวมไพร์เป็นปีศาจดูดเลือดฟื้นขึ้นมาจากความตาย

ตามความเชื่อของชาวยุโรปในยุคกลาง เชื่อว่าเป็นผีดิบที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปเพียงแต่ว่าจะมีฟันที่แหลมคม และจะกินเลือดของมนุษย์เป็นอาหาร  โดยมีความเชื่อกันว่าแวมไพร์นั้นจะมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตายและจะปรากฏกายได้เฉพาะกลางคืนเนื่องจากว่าแวมไพร์จะแพ้แสงแดด ในตอนกลางวัน

ซึ่งในเวลากลางวันนั้นแวมไพร์จะมีการหลบซ่อนอยู่ในหลุมศพของตนเองจะไม่ออกมาเพ่นพ่านให้ใครได้เห็น แวมไพร์สามารถแปลงร่างได้หลายแบบเช่น  แปลงร่างเป็นค้างคาว , นกฮูก , หมาป่า, หมาจิ้งจอก , กบ , คางคก , แมลงเม่า และงูพิษ ที่สำคัญสามารถกำบังกายหายตัวได้ โดย vampire จะไม่มีเงาเมื่อกระทบกับแสงหรือ สะท้อนในกระจกและแวมไพร์จึงมีพละกำลังมหาศาลมีแรงมากเหมือนเป็นแรงของผู้ชายรวมกัน 20 คน รวมทั้งยังสามารถมีอำนาจบังคับ

สิ่งของให้เคลื่อนย้ายได้อีกด้วย  สิ่งที่สามารถกำราบแวมไพร์ได้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทางพระพุทธศาสนาเช่นไม้กางเขน น้ำมนต์หลายๆคนเชื่อว่าแวมไพร์กลัวกระเทียม ส่วนวิธีฆ่าแวมไพร์นั้นมีอยู่มากมายเช่น การนำลิ่มมาตอกให้ทะลุหัวใจ การตัดหัวแวมไพร์ ด้วยจอบของสัปเร่อ หรือการจุดไฟเผา และหาก ใครก็ตามที่ถูก แวมไพร์ดูดเลือดก็จะกลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย และกลายเป็นสาวกของแวมไพร์ตัวที่ดูดเลือดตอนนั้นเอง 

      ว่ากันว่าแวมไพร์นั้นแต่เดิมคือ แวมไพร์คือเจ้าชายแห่งแค้วนเวแลนด์เซีย ของประเทศโรมาเนีย เจ้าชาย Vald เป็นกษัตริย์ที่ชื่นชอบการออกรบแล้วเขาที่ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่กระหายเลือดและเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาจับเฉลยมาคุมขังไว้ เขาจะมีวิธีทรมานนักโทษไม่เจ็บสาหัสแสนสาหัสโดยเขาจะนำร่างของนักโทษไปเสียบเหล็กแหลมให้เลือดไหลจนกว่าจะตายซึ่งวิธีนี้สร้างความทรมานให้กับนักโทษเป็นอย่างมาก จากการกระทำของพระองค์แบบนี้นี่เองที่ทำให้ชาวบ้านต่างขนานนามเจ้าชายว่าเจ้าชายแวมไพร์ 

   ซึ่งอันที่จริงแล้วแวมไพร์ผีดูดเลือดไม่ได้มีอยู่จริงเพียงแต่เป็นการเล่าขานจากวิธีการฆ่าคนของเจ้าชายที่ดูแล้วน่าหวาดกลัวดุร้ายจนเกินไปเท่านั้นเองซึ่งตำนานของแวมไพร์ผีดูดเลือดนั้นยังมีการเล่าต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งหลายคนก็ยังมีความเชื่อว่าจริงๆแล้วตำนานแวมไพร์ผีดูดเลือดนั้นเป็นเรื่องจริงที่มีชายหนุ่มรูปงามที่มักจะออกมาดูดเลือดหญิงสาวยามค่ำคืนนอกจากความเชื่อนี้แล้วก็ยังไม่มีใครสามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่าแวมไพร์ผีดูดเลือดนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ 

 

สนับสนุนโดย  rb88

ประเทศพม่า กับ กองทัพรัฐฉาน

Posted on 15 มีนาคม 202015 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ในตลอดเวลาที่ผ่านมาทางด้านกองกำลังของกองทัพพม่าก็พยายามที่จะทำทุกวิถีทางในการที่จะออกลาดตระเวนเพื่อที่จะหาช่วงระหว่างที่จะทำการเปิดศึกกับกองกำลังกองทัพรัฐฉานที่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้านกองกำลังของกองทัพรัฐฉานเองก็ได้พยายามที่จะหลบหลีกเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงกับการปะทะที่อาจจะเกิดขึ้น

โดยหากไม่มีการวิเคราะห์สถานะการที่เกิดขึ้นยังคงปล่อยให้ทหารพม่ายังคงทำพฤติกรรมเดินอยู่เฉยนี้ก็คงจะยากที่จะหลีกเลี่ยงกับการปะทะที่มันกำลังจะเกิดตามมาโดยการปฏิบัติการของทหารพม่าดังกล่าวข้างต้นนี้ยังคงจะเห็นได้ชัดว่าเป็นภัยคุกคามต่อข้อตกลงตามหนังสือสัญญาหยุดยิงทั่วภาคพื้นสหภาพหรือที่เรียกว่าNCA

และได้เป็นการบ่อนทำลายยุทธ์ศาสตร์และได้โชว์นโยบายในการที่จะเสริมสร้างความสงบร่มเย็นสิ่งในภายหลังได้มีการทำข้อตกลงตามหนังสือสัญญาหยุดยิงทั่วภาคพื้นสหภาพสำหรับในการที่ปะทะกันในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งที่3ที่ทหารพม่าเป็นฝ่ายที่ได้เคลื่อนกำลังบุกโจมตีด้านกองกำลังของกองทัพรัฐฉานโดยตามรายงานล่าสุดจนมาถึงในช่วงเวลาประมาณ13.20น. ของวันที่2ตุลาคม ในปี2559ด้านฝ่ายกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงมีการเกิดการปะทะต่อกันและได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องไปอย่างรุนแรง โดยท่าหากย้อนกลับไปพูดถึงรัฐฉาน  รัฐฉานนั้นเป็นรัสที่มีชนเผ่าหลากหลายชนเผ่าอยู่ร่วมกัน

โดยจะมีชาวไทใหญ่อาศัยอยู่มากที่สุดในก่อนปีพุทธศักราช1947บันดาเจ้าฟ้าก็ได้เข้ามารวมก่อตั้งเป็นสหพันธรัฐไทใหญ่แต่เมื่อพม่าก็ได้ขอเอกราชจากประเทศอังกฤษโดย อองซานซูจี  ได้กระตุ้นและยังได้ชักชวนให้สหพันธรัฐไทใหญ่รวมกับพม่าได้ก่อตั้งสหภาพพม่า โดยรัฐฉานจึงได้เป็นรัฐหนึ่งในสหภาพพม่าตั้งแต่ในปีพุทธศักราช1947เป็นต้นมาแต่อย่างไรก็ตามคำว่ารัฐสหภาพพม่า นั้นก็ได้มีแต่เพียงชื่อเอาไว้ให้เรียกโดยง่ายตามความสวยงามเท่านั้น

ซึ่งแต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ได้มีอำนาจจริงนั้นก็ไม่ได้มีชนชาติอื่นเลยออกจากพม่า รัฐฉานที่ได้ตั้งอยู่ติดกับประเทศไทย พม่า จีน และ ลาว ซึ่งโดยเหตุการณ์พม่าในรัฐฉานนั้นในแต่ละเมืองก็จะมีก่อกำลังทหารพม่าที่จะประจำอยู่ที่ทางเข้าและทางออกสำหรับด่านที่ไม่มีกองกำลังทหารต้องทัพอยู่ก็จะได้เกรนให้ชาวบ้านได้สร้างรั้วล้อมรอบเขตชานเมืองในทุกๆด้านทางเข้าและทางออกจะมีด้านตรวจและได้มีการเปิดปิดเป็นเวลา

และด้านที่ไม่ได้มีทหารอยู่ปรพชาชนก็จะต้องทำด้านเอาไว้และก็ต้องสับเปลี่ยนกันวันละบ้านไปเฝ้าเป็นยามอยู่ตลอด24ชม. และถ้าหากว่าได้มีอะไรที่ผิดสังเกตุก็จะต้องรายงานให้ทราบโดยทั้งทีหากว่ามีญาติที่ได้เข้ามาพักแรมตามบ้านหรือมีแขกมาพักตามโรงแรมก็ต้องรายงานเจ้าหน้าที่ทหารให้อะเลียดแต่ละเมืองจะมีการเปิดบ่อนการพนันและหวยอย่างเสรี

 

สนับสนุนโดย  sagame

ตำนานไอ้ไข่   เด็กวัดเจดีย์ 

Posted on 15 มีนาคม 202015 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

 เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักไอ้ไข่ แห่งวัดเจดีย์กันเป็นอย่างดี ยิ่งคนที่นิยมไปขอหวยตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างต่างแล้วละก็ไม่น่าจะพลาดที่จะไม่รู้จักกับไอ้ไข่ แน่นอน เพราะเสียงเล่าลือถือไอ้ไข่นั้นเป็นผู้ที่ให้โชคลาภกับชาวบ้านที่เดินทางไปกราบไหว้ขอพร และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้หวยแม่น ที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

สำหรับไอ้ไข่นั้นอยู่ที่วัดในจังหวัดจังหวัดนครศรีธรรมราช 

ซึ่งชื่อว่าวัดเจดีย์ โดยวัดนี้มีตำนานเล่าว่ามีอายุมามากกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงแค่เจดีย์เก่าเก่า รกร้างอยู่ในบริเวณที่กำลังสร้างโบสถ์อยู่ในปัจจุบันนี้นั่นเอง และเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านได้ร่วมกันบูรณะเจดีย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งและหลังจากนั้นก็มีพระเดินทางมาประจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ซึ่งทำให้ที่วัดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ให้ชาวบ้านได้เดินทางมาทำบุญ ร่วมกันและที่วัดแห่งนี้ จะมีพ่อท่าน

ซึ่งพ่อท่านในที่นี้คือ พระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่ โดยพบว่ามีอายุมาตั้งแต่สมัยที่วัดแห่งนี้ยังเป็นวัดร้างอยู่เลย ซึ่งอายุก็ราวราวร้อยกว่าปีมาแล้วเช่นกัน  และสำหรับประวัติของไอ้ไข่ แห่งวัดเจดีย์นั้นคือรูปไม้แกะสลักเป็นรูปเด็กชาย ที่มีอายุราวราวประมาณ 9-10 ขวบ ที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดเจดีย์ โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในบริเวณที่วัดแห่งนี้ ซึ่งไอ้ไข่ได้เป็นที่เคารพและสักการะ บูชาของชาวบ้านมาเนิ่นนานแล้ว

โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าขอได้ ไหว้รับโดยเฉพาะชาวบ้านมักจะมาขอไอ้ไข่เรื่องโชคลาภและการค้าขาย ตำนานของไอ้ไข่วัดเจดีย์นั้นมีมากมายหลายตำนาน แต่ที่จะเล่าวันนี้คือ มีชาวบ้านเล่าว่า ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านมักจะเห็นว่ามีเด็กมาวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณวัด แต่เมื่อชาวบ้านพากันเข้าไปดูใกล้ใกล้ก็ไม่เจอใคร จึงพากันเรียกเด็กที่ปรากฏร่างนั้นว่าเด็กวัด โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญาณที่สถิตอยู่ทีวัดแห่งนี้ วิญญาณของไอ้ไข่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร

เพียงแค่จะมาหยอกล้อเล่นเท่านั้น ชาวบ้านมักจะพากันเดินทางมาบนบานขอร้องให้ไอ้ไข่คอยช่วยเสมอ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า ไอ้ไข่นั้นคือวิญญาณของเด็กชายที่ติดตามมากับหลวงพ่อทวดตอนที่หลวงพ่อทวดเดินทางมาธุดงที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่สมัยยังเป็นวัดร้าง โดยหลวงพ่อทวดรับรู้ได้ว่าที่วัดร้างแห่งนี้มีทรัพย์สินที่มีค่าอยู่ จึงให้วิญญาณไอ้ไข่ เฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของที่วัดแห่งนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา จนผู้คนมาบูรณะวัดและได้เจอกับความศักดิ์สิทธิ์ต่างจึงมากราบไหว้ขอพร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ประวัติของหลวงปู่มั่น

Posted on 7 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

   เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักหลวงปู่มั่น พระเกจิชื่อดังอันดับต้นต้นของประเทศ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย  หลวงปู่มั่นเป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องจากทางยูเนสโก ให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ทางด้านสันติภาพ ซึ่งประวัติของหลวงปู่มั่นนั้นมีการกล่าวถึงกันมายาวนานแล้ว วันนี้เราจะมาลองทวนข้อมูลเหล่านั้นให้ฟังกันอีกครั้งค่ะ

          พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต หรือที่ชาวบ้านรู้จักท่านดี ในนามหลวงปู่มั่น

ท่านเป็นพระที่เน้นการเดินธุดงค์เป็นพระป่า ที่เรียกเช่นนั้นเพราะว่า ท่านมักจะชอบเดินทางไปธุดงค์ปักกรดไปทั่ว ไม่อาศัยอยู่ในวัดเหมือนพระที่เน้นการเทศนา ไม่ใช่พระนักพูด ท่านชอบไปปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ปลีกวิเวกไปคนเดียว และยึดหลักธรรมคำสั่งสอนอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดด้วย จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธากับประชาชนโดยทั่วไป

               หลวงปู่มั่นท่านเริ่มบวชเรียนทางธรรมครั้งแรกเมื่อตอนที่อายุ 15 ปีโดยครั้งแรกนั้นท่านบวชเป็นสามเณรและร่ำเรียนธรรมะที่วัดบ้านคำบง โดยท่านมีจิตใจใฝ่ศึกษาในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่ามากแต่บวชเรียนได้เพียงแค่สองปีเท่านั้นโยมพ่อของท่านก็มาบอกให้ท่านสึกออกจากการเป็นสามเณร โดยมาขอร้องให้ท่านกลับไปช่วยกันทำงานที่บ้าน ดังนั้นท่านจึงจำเป็นต้องลาสิขา กับไปเพื่อช่วยโยมพ่อทำงาน แต่ด้วยท่านมีจิตใจที่ฝักใฝ่ที่จะเรียนรู้ในทางธรรมมากกว่าการอยู่กับทางโลก วันหนึ่งท่านได้มาเจอกับหลวงปู่เสาร์ ซึ่งเป็นพระธุดงค์ เดินทางมาปักกลดอยู่แถวบ้าน

ท่านจึงได้อาสาเข้าไปรับใช้หลวงปู่เสาร์ คอยดูแลและถวายตัวเป็นลูกศิษย์ และเมื่อหลวงปู่เสาร์เดินทางไปที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่านจึงได้ลาพ่อเดินทางมากับหลวงปู่เสาร์ด้วยและในปี 2463 ท่านจึงได้กลับไปบวชเป็นพระอีกครั้งโดยมีการบวชที่วัด เลียบโดยได้ชื่อทางธรรมว่า ภูริทตฺโต หลังจากบวชแล้วท่านก็ตามหลวงปู่เสาร์

ไปปลีกวิเวกธุดงค์ตามสถานที่ต่างต่างจนเดินทางมาถึงที่จังหวัดนคพนม จนมาจำพรรษา ที่พระธาตุพนม และได้ให้ความรู้กับชาวบ้านถึงพระธรรมคำสั่งสอนและยังบอกให้ชาวบ้านได้ทราบด้วยว่า พระธาตุพนม มีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในตอนนั้นชาวบ้านยังไม่รู้ว่าวัดธาตุพนมเป็นสถานที่เก็บอัจฐิธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อต่อมาภายหลังทราบจึงช่วยกันดูแลและมีการจัดประเพณีงานบุญต่างต่างมากมาย โดยการนำของหลวงปู่มั่น จึงเป็นเหตุให้พระธาตุพนมเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนับตั้งแต่นั้นมา

 

สนับสนุนโดย  BK8

ทะเลอารัล น้ำในทะเลทรายที่หายไปอย่างปริศนา

Posted on 5 มีนาคม 20204 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วทะเลอารัลเป็นทะเลที่สร้างรายได้ให้กับในพื้นที่มาช้านาน แต่แล้ววันหนึ่งทะเลกับแห้งสนิดไม่มีน้ำเหลือและได้กลายมาเป็นทะเลทรายอย่างที่เห็น ทะเลอารัลเป็นทะเลปิดที่ตั้งอยู่ในเอเชียกลางอยู่ในประเทศระหว่างประเทศคาซัคสถานกับสาธารณรัฐคาราคัลปัคสถานซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเอง

ของประเทศอุซเบกิสถานและในปัจจุบันนี้ในทะเลทะเลอารัลน้ำนั้นได้หายไปเยอะมากประวัติความเป็นมาของน้ำที่หายไปในทะเลทะเลอารัล ในปี1918รัฐบาลโซเวียตมีความคิดว่าพวกเขาจะสร้างโครงการเปลี่ยนเส้นทางนำของแม่น้ำสองสระและแม่น้ำสองสระที่ว่ามานี้มันคือแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงทะเลอารัลได้แก่แม่น้ำอามูดาร์ยาและแม่น้ำซีร์ดาร์ยา

โดยที่ทางโซเวียตจะสร้างชลประทานให้พื้นที่ทะเลทรายในการปลูกข้าวปลูกธัญพืชและปลูกฝ้ายซึ่งมันเป็นอีกหนึ่งของแผนการของสหภาพโซเวียตในช่วงของเวลานั้นเพื่อที่จะส่งเสริมการปลูกฝ้ายหรือทองคำขาวในช่วงเวลานั้นให่มันกลายมาเป็นสินค้าหลักส่งออกอย่างเป็นทางการแลพด้วยโครงการดังกล่าวนี้จะทำให้ประเทศอุซเบกิสถานกลายมาเป็นผู้ส่งฝ้ายรายใหญ่ที่สุดในโลกก่อนที่จะเริ่มการสร้างโครงการชลประทานขึ้นมา

ในอีก19ปีคือในปี1937แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่จะสร้างมันขึ้นมานั้นไม่ดีเพราะว่าคลองนั้นมันมีการรั่วซึมมากมายจนทำให้น้ำในคลองชลประทานได้หายไปกว่า75%เลยทีเดียวแต่ในอีก20ปีต่อมาคือในปี1957oheในทะเลอารัลนั้นก็ได้ลดแห้งไปเกิน20 ถึง 60ลูก บาส กิโลเมตรแถมน้ำส่วนใหญ่ที่ไหลลงไปสู่ทะเลแห่งนี้

ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นเส้นทางงอื่นและกว่าที่พวกเขานั้นจะรู้ตัวว่าน้ำในทะเลอารัลมันแห้งไปไหนหมดมันก็ได้กลายมาเป็นทรายไปเสียแล้วเพราะว่าน้ำในทะเลอารัลนั้นได้ลดลงไปปีหนึ่งเฉลี่ยละ20เมตรจนกระทั่งมาถึงในปี1960ในระดับเฉลี่ยน้ำทะเลพื้นที่แห่งนี้ก็ได้หายไปปีละ90เซนติเมตร

และในการน้ำในคลองชลประทานแห่งนี้ก็ได้มีการเพิ่มขึ้นทุกๆปีท้ายที่สุดแล้วในปี2000กว่าๆทะเลอารัลนั้นก็ไม่มีเหลืออะไรเอาทิ้งไว้ให้ลูกหลานและกับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เลยทั้งๆที่ในอดีตยังเคยมีการจากงานประมงกว่า40,000คนในช่วงที่มันยังอุดมสมบูรณ์อยู่และยังเคยจับปลาได้สูงถึง1ใน5ของโซเวียต

ถึงแม้ว่าการปลูกฝ้ายจะมีจำนวนมากขึ้นถึงสองเท่ารายได้ก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกันแต่มันก็ทำให้คนในพื้นที่นั้นได้รวยกันไปและในตอนนั้นผู้หรับผู้ใหญ่ในสหภาพโซเวียตต่างก็รู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเปลี่ยนแปรงเส้นทางของแม่น้ำแต่มันก็ไม่มีใครที่จะกล้าขัดขวางเลยสักคนเดียว

 

สนับสนุนโดย  nowbet

ประวัติศาสตร์ลินคอล์นผู้ที่มีความฉลาด

Posted on 3 มีนาคม 202029 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

ชื่อ ลินคอล์น ที่เรานั้นได้รู้จักแต่มันก็ยังใช่ความจริงทั้งหมดภายใต้ที่เป็นคุณสมบัติที่เป็นตำนานเหล่านั้นเขายังเป็นนักการเมืองชั้นยอดอีกด้วยและผู้โน้มน้าวอย่างช่ำชองนักยุทธศาสตร์ที่สุดๆฉลาดโน้มน้าวผู้คนได้ดั่งใจพวกเขาหารู้ไม่ว่ามันเป็นแค่เพียงหมากส่วนหนึ่งบนกระดานหมากลุกของลินคอล์น อับราฮัม ลินคอล์น จอมวางแผ่นชาวอเมริกานักเรียนอเมริกาทุกคนได้รู้จักภาพรักของเขาพื้นแพจากพรมแดนไกลสูงสง่าและชื่อเสียงด้านความซื่อสัฅย์ต่างก็เป็นตำนานของเขาแต่เขาก็ยังเป็นผู้ที่มีเล่ห์เหลี่ยมและคิดลึกอย่างหน้าประหลาด

ซึ่งช่ำนานในการโน้มน้าวใจผู้คนและได้สร้างภาพลักษณ์ของตนเองหากว่าปราศจากความช่ำนานในด้านนี้เขาก็คงไม่มีทางที่จะได้ถูกเลือกเพื่อที่จะได้เป็นประธานาธิบดีฤดูหนาวปี1060ลินคอล์นเป็นทนายความที่โดนเด่นในเมืองสปริงฟีลด์อิลลินอยส์เขาไม่มีสำนักงานทางด้านการเมืองแต่ก็สามารถคว้ารางวัลใหญ่สุดไปได้อย่างอาจหารทําเนียบขาวการได้รักการเสนอชื่อจากพรรคมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเมื่อได้เทียบกับคู่แข่งแล้วเขาได้คู่มงแค่เป็นคู่แข่งทางการเมืองเท่านั้นและลินคอล์นก็รู้ว่าภาพลักษณ์คือทุกสิ่งในสถานะร้านเสมียนแห่งหนึ่งที่มีปัญหาแห่งหนึ่งเขาได้รับชื่อเล่นว่า เอ๊บผู้ซื่อสัตย์

ด้วยการจ่ายเงินคืนเจ้านี่แทนที่จะหลบซ้อนจากพวกเขาตอนนี้เราก็ได้ใช้ชื่อเสียงนี้ของเขาอย่างฉลาดด้วยการเสนอตัวว่าเป็นชายธรรมดาคนหนึ่งที่มีศักศรีมีผู้แต่งเพลงขึ้นมาสรรเสริญความซื่อสัตย์ของเขาแม้ว่าภาพลักษณ์ของเขานั้นจะถูกสร้างมาจากเรื่องจริงแต่มันก็ไม่ใช่ความจริงไปทั้งหมด 

ผู้ที่ได้รู้จักลินคอล์นจะไม่เรียกเขาว่า เอ๊บผู้ซื่อสัตย์ หรือ เอ๊บคยเก่าแก่ เขาเป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ของตนได้อย่างฉลาดมากผู้คนที่รู้จับลินคอล์นในฐานะทนายเมืองเล็กแห่งหนึ่งแต่ในสมัยหนุ่มๆเขาได้เคยตัดไม้ทำรั้วมาแล้วการที่จะเล่าเรื่องคนแบบนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องกลับไปลากเง้าที่ฟาร์มและเน่นย้ำว่า เอ๊บ ลินคอล์น เป็นเพียงชายผู้มีจิตใจดีที่มาจากชนบทเป็นคนตัดไม้ทำรั้วนี่จึงเป็นภาพลักษณ์ที่มีพลังทางการเมืองมากกว่าลินคอล์นทนายการรถไฟว่าซึ่งจริงๆแลวเป็นงานที่เขานั้นได้อยุ่เพื่อจะเน้นประเด็ดนี้ผู้สนับสนุนเขาลากไม้ทำรั้วก็ไม่ได้เกี่ยวเข้าประชุมด้วยแม้ว่าลินคอล์นจะมองว่าภาพลักษณ์นี่จะไมสง่างามนักและเขาก็ได้เล่นไปตามบทนี้จากนั้นได้มีชายคนหนึ่งได้ตีพิมหนังสือรูปคนตัดไม้ทำรั้วจากนั้นลินคอล์นก็กลายเป็นชื่อที่ติดหูไปในทันทีลินคอล์นมีความเข้าใจในรูปแบบรวมสมัยมากๆถึงวิธีการขายตัวเองและมันเป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น

ปราสาทเขาพระวิหารและกัมพูชา

Posted on 2 มีนาคม 202029 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

คดีปราสาทพระวิหารระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทยซึ่งสารยุติธรรมระหว่างประเทศหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าศาลโลกนั้นได้มีคำพิพาทษาเมื่อวันที่15มิถุนายนคริสตศักราช1962พุทธศักราช2505ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชานับเป็นเวลาครบรอบ46ปีแล้วหลายคนที่ยังเกิดไม่ทันจึงยังไม่รู้และทราบในสภาพของสังคมในสมัยนั้นว่ามันมีประติกิริยาอย่างไรต่อผลของคำพิพาทษานี้

แม้ว่าคนไทยจำนวนมากจะเคยรับรู้เรื่องเหล่าของคดีพระวิหารมาบ้างแล้วก็ตามแต่รายละเอียดทั้งข้อเท็จจริงของคดีนี้ดูจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าไหร่นักเรื่องราวปราสาทพระวิหารก็ได้กลับมาเป็นที่สนใจของผู้คนอีกครั้งหนึ่งเมื่อปะเทศกัมพูชาได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกพิจารณาว่าปราสาทพระวิหารสมควรที่จะขึ้นทะเบียนเป็นมดรกโลกตามอนุสัญญาเกี่ยวกับการปกป้องวัฒนธรรมโลกและมรดกธรรมชาติภายหลังของการตัดสินของศาลโลกรัฐบาลไทยในขณะนั้นโดยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรันต์ นายกรัฐมนตรีได้ปราศรัยกับประชาชนคนไทย

มีความว่าพี่น้องรวมชาติและมิตรของข้าเจ้าทั้งหลายตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือที่เรียกว่าศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่15มิถุนายนพุทธศักราช2505ให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชาและทางรัฐบาลได้ออกแถลงมาให้พี่น้องทราบเป็นลำดับนั้นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเฉพาะของตัวข้าพเจ้าถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะมันเป็นที่เกี่ยวกับผลได้ผลเสียของชาติอันเป็นเรื่องของแผ่นดินไทยซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้มาฝ่าผ่าคมอาวุธรักษาไว้

และตกทอดมาถึงรุ่นเราเนื่องจากในคำปราศรัยนี้เป็นที่สะสะเทือนใจพี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้าทราบดีว่าในส่วนลึกและหัวใจแล้วคนไทยผู้รับชาติทุกคนมีความเศร้าใจแสดงออกึงประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศเพื่อคัดคานคำพิพาทษาของโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นสิ่งที่ได้เห็นกันอยู่อย่างชัดเจนแล้วทั้งนี้มิใช่ว่าพวกเราจะนั่งนิ่งเฉยหรือท้อแท้ใจชาติไทยยอดทอดแท้ไม่ได้เราเคยสูญเสียประเทศมหาอำนาจที่ล่าอนานิคมมาแล้วหลายครั้งหากบรรพบุรุษของเรายอกท้อแท้เราจะเอาแผ่นดินที่ไหนมาอยู่กันได้จนถึงทุกวันนี้

เราจะต้องหาวิธีการสู่ต่อไปสำหรับกรณีปราสาทเขาพระวิหารซึ่งสารโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนันข้าพเจ้าได้ข้อทบทวนความเข้าใจกับเพื่อนรวมชาติทั้งหลายว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทยไม่ได้เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลกทั้งในข้อเท็จจริงกฏหมายระหว่างประเทศและหลักความยุติธรรมเมื่อเป็นดั้งนี้แม้รัฐบาลและประชาชนชาวไทยจะได้มีความรู้สึกเสียใจและเศ้ราใจเพียงใดในฐานะที่ประเทศไทยนั้นได้เป็นสหประชาชาติ

ตำนานพญานาคทั้ง สี่ตระกูล

Posted on 1 มีนาคม 202029 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ตามคำเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ในภาคอีสานเชื่อว่าพญานาคมีอยู่จริง โดยมีความเชื่อกันว่าพญานาคนั้นเป็นกึ่งสัตว์กึ่งเทพ จัดอยู่ในตระกูลเดียวกันกับงู บ้างมีนิสัยดี จนไปถึงค่อนข้างดุร้าย แม้ว่าจะมีผู้พรรณนาลักษณะพญานาคกันมากมาย แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นพญานาคจริงจริงสักที ที่จะเห็นกันส่วนใหญ่ก็จะเห็นมาจากการนิมิตหรือในความฝันเท่านั้น 

พญานาคเป็นสัตว์ที่มีกายทิพย์และเป็นสัตว์ทีมีที่อยู่อาศัยเป็นทิพย์ และมีฤทธิ์ธานุภาพมาก และจะมีพิษที่มีอนุภาพรุนแรงมาก เชื่อว่าพญานาคนั้นมีพิษมากกว่า 64 ชนิดและมักจะมีการคายพิษไว้ในที่ที่เร้นลับทุกทุก 15 วันเนื่องจากหากไม่คายพิษ พิษจะอยู่ในร่างกายมากเกินไปและพญานาคนั้น

เมื่อสิ้นอายุขัยก็จะกลับคืนสู่ร่างเดิมโดยขดตัวเป็นบันลังเรียกว่านาคบันลังหรือนอนราบเหยียดยาวสภาพร่างกายก็จะกลายก็จะกลายเป็นหินโดยทีร่างกายไม่ย่อยสลายเหมือนกับร่างกายของซากสัตว์อื่นอื่นทั่วไป และมักจะพบร่างกายของพญานาคอยู่ในถ้ำลึกหรือยู่ใต้แม่น้ำขนาดใหญ่แต่หากเป็นพญานาคในตระกูลสูงที่มีญาณบารมีแก่กล้าเมื่อสิ้นอายุขัยร่างกายก็จะแตกดับและสลายไปในทันที

ซึ่งตามที่มีการบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎกและจากนิทานปรัมปราและจากนิทานที่มีการกล่าวถึงพญานาค  พญานาคจะฤทธิ์ธานุภาพและมีถิ่นที่อยู่อาศัยแตกต่างกันรวมถึงจำนวนพญานาคในแต่ละตระกูลก็ยังมีมากน้อยแตกต่างกันอีกด้วยโดยเราสามารถแบ่งตระกูลพญานาคได้เป็น 4 ตระกูลใหญ่ใหญ่ดังนี้คือ

  1. พญานาคตระกูลสีทอง หรือที่เราเรียกว่าตระกูลวิรูปักษ์ ถือเป็นพญานาคตระกูลชั้นปกครองซึ่งเป็นตระกูลที่เป็นชั้นที่สูงที่สุด และมีการถือกำเนิดแบบเกิดแล้วโตทันทีแบบเทวดาหรือนางฟ้า และกินอาหารทิพย์และมีที่อยู่บนทิพย์วิมารสวนใหญ่มีที่อยู่อาศัยบนฟ้า
  2. พญานาคตระกูลสีเขียวหรือตระกูลเอราปัถถะ ถือว่าเป็นพญานาคตระกูลสูงเช่นเดียวกัน แต่การถือกำเนิดจากเกิดมาจากฟองไข่ และจะอาศัยอยู่ในบาดาลในถ้ำลึก พญานาคตระกูลนี้ถือได้ว่าเป็นพญานาคที่พบเห็นได้มากที่สุด เพราะชอบขึ้นมาบนโลกมนุษย์บ่อยบ่อย
  3. พญานาคตระกูลสีรุ้ง หรือตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลนี้เกิดมาจากการตั้งครรภ์ มีถิ่นที่อยู่อาศัยในป่าลึกหรือใต้ดิน สำหรับพญานาคตระกูลนี้จะมีหลายสี เช่น ขาว แดง ส้มและสีรุ้ง
  4. พญานาคตระกูลสีดำหรือตระกูลกัณหาโคตรมะ ถิ่นกำหนดจะมาจากสิ่งหมักหมม ไม่ถูกจัดว่าเป็นพญานาคชั้นสูงแต่ก็มีฤทธิ์เหมือนกับพญานาคตระกูลอื่นอื่นเหมือนกัน และเป็นตระกูลที่มีลำตัวใหญ่ที่สุดและไม่ค่อยมีใครเคยเห็น