ตำนานของนกฟีนิกซ์

Posted on 17 กันยายน 202017 กันยายน 2020Categories ตำนานTags ,

สำหรับนกฟีนิกซ์เมื่อมันมีอายุครบประมาณ500ปีแล้วนั้นฟีนิกซ์ก็ได้เห็นว่าร่างกายของมันที่กำลังเหี่ยวเฉามันคงจะไม่มีประโยชน์อะไรมันก็จะบิกลับรังของมันที่อยู่แถวๆอาระเบีย

ซึ่งในระหว่างที่มันกำลังบินมันก็จะเก็บไม้หอมนานาชนิดเพื่อที่จะนำเอาไปทำรังพอมันบิดกลับไปที่อาระเบียแล้วมันก็จะเอาไม้เหล่านี้แหละมาสร้างรังขึ้นมาและนกฟีนิกซ์ก็จะจัดการจุดไฟเผาตัวเองให้กลายเป็นขี้เถ้าแต่เราก็ไม่เข้าใจเพราะเขาบอกว่ามันเป็นอมตะเราก็ยังงงอยู่เหมือนกัน

เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งขี้เถ้าของนกฟีนิกซ์ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรเข้าไปปฏิสนธิเข้ากับมันก็เลยทำให้มันเกิดลูกนกฟีนิกซ์น้อยจึงทำให้มันเกิดขึ้นมาบนกองขี้เถ้านี้

ซึ่งในภาระกิจแรกของเข้านกฟีนนิกซ์น้อยทุกตัวก็จะต้องนำเอาขี้เถ้าของนกฟีนิกซ์รุ่นที่แล้วไปที่อียิปต์ไปที่วิหารนครแห่งรุ่งตะวันหลังจากนั้นก็จะเอาขี้เถ้าพวกนี้ฝังก่อนที่พวกมันจะบิดไปทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแล้วทำไมถึงจะต้องเป็นที่อียิปต์ด้วย

นั่นก็เป็นเพราะว่าตำนานที่ดูเหมือนว่าจะเป็นของกรีกโรมันแบบนี้มันมีจุดกำหนดที่ไอยคุปต์โบราณแต่ว่าแรกเริ่มเดิมทีนกฟีนิกซ์ไม่ได้เป็นนกไฟเท่ๆแบบที่เราเห็นกันอยู่แบบนี้

โดยนกฟีนิกซ์จะเป็นเทพพระเจ้าองค์หนึ่งที่เขาได้มีการกล่าวเอาไว้ในหนังสือสวดศพที่เรียกกันว่าคัมภีร์มรณะมีชื่อว่าเทพพระเจ้าเบนดูและเทพพระเทพเบนดูก็จะเป็นสุริยะเทพที่มีลักษณะเป็นเหมือนกับดวงวิญญาณแล้วก็จะมีอีกรูปแบบหนึ่งก็คือเป็นนก

หากแม้ว่ามันจะไม่มีหน้าตาเท่ๆแบบพวกนกไฟก็ตามคือจะประมาณนกกระสานวลสีเทาๆมีจะงอยปากแล้วก็มีหงอนสองเส้นออกมาแล้วก็มีมงกุฎของอียิปต์โบราณใส่อยู่ถ้ามองผ่านๆก็ไม่เข้าใจว่ามันกลายมาเป็นนกฟีนิกซ์ได้อย่างไร

ส่วนเรื่องว่าทำไมมันถึงกลายมาเป็นนกฟีนิกซ์แห่งไฟได้เราก็จะต้องมาพูดถึงเรื่องนิสัยของมันถ้ากล่าวถึงตามตำนานของอียิปต์เบนดูจะเป็นนกที่บิดออกมาในตอนเช้าผ่านน่านน้ำของมันก่อนที่มันจะส่งเสียงปลุกสิ่งต่างๆให้มันตื่นขึ้น

ซึ่งเสียงร้องของเจ้านกเบนดูก็เป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นการเวลาวันใหม่ขึ้นมาก็คงจะเหมือนกับไก่ในบ้านเราที่ส่งเสียงรับวันใหม่แล้วนกที่มันก็จะบิดมาจากทิศตะวันออกแล้วก็บิดไปยังทิศตะวันตกนึกภาพตอนเช้าพระอาทิตย์มันก็จะต้องออกทางทิศตะวันออกมันก็จะหันหลังให้กลับพระอาทิตย์

ดังนั้นฉากหลังที่นกได้บินมาก็จะเป็นดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเหมือนรัศมีอยู่ด้านหลังตัวนกเลยราวกับว่านกตัวนั้นมันได้ปรากฏตัวพร้อมกับพระอาทิตย์ยังไงอย่างงั้นไปๆมาๆคนก็จับมันไปรวมกับไฟแล้วก็สัญลักษณ์และดวงอาทิตย์สะเลย

 

สนับสนุนโดย  ole777

งานศิลปะในยุคกอธิค

Posted on 10 กันยายน 202010 กันยายน 2020Categories ศิลปะTags ,

ยุคสมัยของศิลปะที่มีการพัฒนาตลอดเวลาผู้คนมีการทำสงครามหรือแม้แต่จะเป็นการส่งต่อเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา การพัฒนาความเป็นอยู่หรือแม้แต่จะเป็นสังคมเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มีการจำเป็นจะต้องเข้าถึงผู้คนให้ได้มากที่สุด ว่าจะเป็นการแบ่งแยกชนเผ่าการปกครองตามสถานที่ต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการสร้างบริเวณต่างๆ การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมหรือแม้แต่จะเป็นวัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

ที่ผู้คนระดับมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าสู่ลักษณะของการพัฒนางานหรือแม้แต่จะมีการเปลี่ยนแปลง งานศิลปะก็เป็นเช่นเดียวกันที่มีการพัฒนาตลอดเวลาตามยุคตามสมัยหรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการทำงานที่ดีมากยิ่งขึ้น ผู้คนส่วนใหญ่ความสนใจในการเข้ามาเก้าล้ำ ในการทำงานต่างๆเพราะในยุคปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่าแต่ละยุคสมัยมีลักษณะที่แตกต่างไป

เพื่อแสดงออกถึงวัฒนธรรมเทคโนโลยีต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นความเจริญรุ่งเรืองของเมือง โดยเฉพาะเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองในการพัฒนาก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปะเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรมภาพวาดภาพเขียนหรือแม้จะเป็นงานแกะสลักต่างๆ ซึ่งแสดงออกถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหรืออารยธรรมต่างๆ ยุคกอธิค ก็เป็นอีกหนึ่งยุคที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 สมัย

1 กอธิคสมัยแรก ก็จีบสมัยนี้เป็นการทำงานศิลปะที่แสดงออกถึงการตกแต่งสถาปัตยกรรมหรือสถานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ส่วนใหญ่จะถูกตั้งอยู่เหนือประตูเป็นบริเวณเสาหรือแม้แต่จะเป็นการสร้างประติมากรรมต่างๆที่เกี่ยวกับหิน ทางเข้าที่เกี่ยวกับศาสนาทั้งสิ้นจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ยุคแรกมีส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนารูปแบบต่างๆ เพื่อแสดงถึงความศรัทธาหรือความเชื่อต่างๆทุกคนเพราะความเชื่อส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยผลักดัน หรือสนับสนุนทำให้เงินทุนให้ศิลปินต่างๆมีการพัฒนางานต่างๆโดยการสร้างงานดังกล่าวที่ดี

2 ยุคโกธิคสมัยรุ่งเรือง ศิลปะต่างๆเมื่อมีการเจริญรุ่งเรืองของเมืองหรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองต่างๆการแผ่ขยายของเมืองต่างๆ ก็จะทำให้งานศิลปะมีการเติบโตที่พม่า ในยุคนี้เป็นยุคที่ปฏิมากำลังกายหรือศิลปกรรมต่างๆทางด้านสถาปัตยกรรมมีความงดงามในความสมดุลมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบงานต่างๆมีการพัฒนาอยู่เสมอผู้คนส่วนใหญ่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนารูปแบบการทำงาน

3 ยุคสุดท้ายของกอธิค ยุคนี้เป็นยุคที่ต้องบอกว่าประติมากรรมอนุสาวรีย์หรือแม้แต่จะเป็นสิ่งต่างๆของโบราณสถานที่เกี่ยวกับศาสนาก็มีการพัฒนาที่ค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรีระของผู้คนความงดงามหรือแม้แต่เป็นความถูกต้องทางกายวิภาค การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆเหล่านี้ทำให้มีการพัฒนาทางด้านสังคมหรือแม้แต่จะเป็นงานศิลปะต่างๆก็มีความสมบูรณ์อยู่เสมอ

ทั้งหมดนี้ก็คืองานศิลปะในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ผู้คนต่างๆมีความต้องการในการพัฒนางานโดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับศาสนา

 

 

สนับสนุนโดย  betbb

การระบายอารมณ์โดยใช้งานศิลปะเขาช่วย 

Posted on 4 กันยายน 20204 กันยายน 2020Categories ศิลปะTags ,

ทุกคนต่างมีความต้องการในการระบายรวมเรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นความคิดต่างๆอย่างไรก็ตามนี่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ศิลปะได้เข้ามาช่วยผู้คนต่างๆที่มีการพัฒนาทางด้านจิตใจหรือแม้แต่จะเป็นยกระดับจิตใจที่เพิ่มมากขึ้น ในการสร้างงานประติมากรรมต่างๆงานแกะสลักงานภาคต่อต่างๆมีจุดมุ่งหมายเพื่อการระบาย อารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทัศนคติหรือแม้จะเป็นแนวคิดต่างๆ

หากลองมองย้อนกลับไปในยุคหินยุคหินเป็นยุคที่ผู้คนต่างๆกิจกรรมมีเพียงแค่การล่าสัตว์และการขยายพันธุ์โดยมนุษย์เท่านั้น คนป่าในยุคหินมีการสร้างงานศิลปะด้วยความบังเอิญ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาขูดขีดของหินเพื่อให้เกิดร่องรอยต่างๆเป็นรอยนูนสูง หรือแม้แต่จะเป็นการใช้เลือดสัตว์และพิมพ์ต่างๆมาใต้กำแพงหรือระบายสีกำแพงให้มีรูปทรงขึ้นมา อย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

ที่แต่ละยุคสมัยมีการพัฒนาการต่างๆตามความสนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนางานหรือสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบงานประจำปีข้างหน้าตลอดเวลาทุกคนมีความต้องการการพัฒนาโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนาในส่วนของ Academy หรือสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับงานศิลปะที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จึงทำให้ผู้คนเหล่านี้มีการเรียนรู้ด้านการระบายลมหรือการสร้างสรรค์ผลงานที่เพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการทํางาน มีการพัฒนางานที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อระบายลมเรื่องเอกสารในการจดบันทึก

งานศิลปะเปรียบเสมือน การจดบันทึกไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรือทัศนคติต่างๆรู้เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากลองมองย้อนกลับไปอดีตงานศิลปะมากมายได้บ่งบอกว่าเหตุการณ์ต่างๆในแต่ละยุคสมัยมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเพราะบุคคลนั้นมีความต้องการในการสืบค้นข้อมูลนี้จึงเป็นส่วนสำคัญยิ่ง ชิ้นงานศิลปะเป็นสื่อกลางในการพัฒนารูปแบบความคิดของผู้คนหรือกิจกรรมต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

รูปรสกลิ่นเสียงทุกอย่างสามารถทำงานศิลปะได้ หรือเรียกว่า Space Art การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบงานในตอนนี้คือการแสดงออกจากนั้นมีการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะผู้คนในยุคปัจจุบันที่มีความเครียดจากการทำงานหรือมีความต้องการในการระบายอารมณ์นี่จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการพัฒนารูปแบบทางความคิดจินตนาการงานศิลปะต่างๆเหล่านี้ได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ให้ผู้คนมีการพัฒนาทางด้านจิตใจหรือไม่จัดเป็นสุนทรียภาพ

การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมก็มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาผู้คนส่วนใหญ่มีการสร้างรูปแบบงานหรือไม่การพัฒนางานศิลปะให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีความต้องการให้สามารถเข้าถึงผู้คนง่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตามยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงงานหรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการส่งต่องานต่างๆเหล่านี้จึงทำให้งานศิลปะมีการพัฒนาที่เพิ่มอยู่ตลอดเวลา และสร้างรูปแบบงานใหม่ๆเสมอ 

 

 

ขอขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  sexybaccarat

กษัตริย์เมรเข่นฆ่าคนไทยอย่างไม่ปราณี

Posted on 2 กันยายน 20202 กันยายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

ซึ่งในกรุงกัมพูชานั้นจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างของกรุงอโยธยามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จสามพยาถึงแม้ว่ากัมพูชาจะมีกษัตริย์ปกครองตัวเองก็ตามทีแต่ก็เป็นไปโดยสัญลักษณ์

ในครั้งอดีตกัมพูชามีอิทธิพบเหนือพื้นที่บริเวณประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมากเราได้รับวัฒนธรรมประเพณีภาษามากมายหลังจากนั้นมาเมื่อเราได้ทำการสถาปนาบ้านเมืองได้อย่างสำเร็จก็กำลังที่จะพยายามที่จะผลักดันอาณาเขตของอาณาจักรออกไปจนได้มาถึงรัชสมัยของพระเจ้าสามพยาซึ่งสามารถที่บุกเข้าไปตีเมืองนครหลวงจนได้ความสำเร็จนับแต่นั้นเป็นต้นมาด้านอิทธิพลของเขมรหรือประเทศกัมพูชาก็ได้ลดลงไปอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นมันก็ได้ส่งผลมาเมื่อครั้งที่อโยธยากำลังงอ่อนแอซึ่งกัมพูชาจึงได้ทำการตอบโต้และก็ได้ประกาศเอกราชเป็นของตัวเองจึงได้นำไปสู่ในการบุกเข้าโจมตีกับกองทัพของพระลาระแวกผู้ที่ได้เป็นกษัตริย์ของฝั่งกัมพูชาที่เขากำลังจะกวาดคนไทยและได้ก่อความวุ่นวายในแทบแนวเขตชายแดนมาตลอดมันเป็นความเสียหายต่อทางฝั่งกองทัพอโยธยาและคนไทยอีกมากมาย

นอกจากนี้ด้านพงศาวดารของไทยก็ได้เรียกกษัตริย์ทางฝั่งของกัมพูชาว่าพระยาระแวกในขณะนั้นก็คือพระบรมราชาศ์นับแต่เมื่อเขมรได้ย้ายเมืองหลวงเข้ามาอยู่ที่เมืองระแวกในช่วงการทำศึกในครั้งนั้นด้านฝั่งกองทัพของพระยาระแวกนั้นก็ได้ยกทัพมาถึงอโยธยาจึงทำให้คนชาวเมืองได้ทำการต่อสู้และได้สังหารแม่ทัพของพระยาระแวกจนได้จนต้องทำให้พระยาระแวกต้องเลิกและยกกองทัพกลับไปในที่สุด

ซึ่งการมาของทางฝั่งกองทัพของพระยาระแวกนั้นได้บ่งบอกถึงความอ่อนแอของกองทัพอโยธยาเป็นอย่างมากเมื่อกองทัพของพระยาระแวกนั้นสามารถเข้ามาล้อมราชธานีได้อย่าง่ายดายจากนั้นอโยธยาก็ทำได้แค่เพียงทำการปิดล้อมเมืองทั้งหมดและพร้อมที่จะรับมือกับข้าศึกหากแม้ว่าในการทำศึกในครั้งนี้เราได้สังหารแม่ทัพของศัตรูได้ก็ตามทีแต่เมื่อได้ถึงทีครามกองทัพของพระยาระแวกได้ถอยทัพเราก็ไม่บังอาจสามารถนำคนไปโจมตีต่อได้

เนื่องจากกองทัพของกัมพูชาของพระยาระแวกยังได้กวาดเอาคนไทยไปที่เมืองระแวกอีกเป็นจำนวนมากการทำศึกในครั้งต่อมาพลของกองทัพพระยาระแวกกัมพูชาก็ได้นำพลมาทางเรือในระหว่างทางนั้นได้มีกองทัพกัมพูชาผ่านไปก็ได้มีการปล้นสะดมเหล่าพวกเชลยศึกเป็นอย่างมาก

การทำศึกครั้งนั้นกำลังพลที่อยู่ทางฝั่งยโสธรก็ได้ส่งมาให้ทำสกัดข้าศึกของพระยาระแวกแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรกับกองทัพระแวกได้

สงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้นจากอะไร?

Posted on 1 กันยายน 20201 กันยายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags

สงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้นในในปีคริสตศักราช1914และได้จบลงในปีคริสตศักราช1918เป็นสงครามที่ได้สร้างความเสียหายผู้คนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมากนั่นก็เป็นเพราะว่าได้มีคนเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้ถึง16ล้านคนและก็บาดเจ็บจากสงครามอีก21ล้านคนเป็นสงครามที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเข็ดสุดๆและพยายามอย่างมากเลยที่จะไม่ให้สงครามเหล่านี้เกิดขึ้นมาอีก

ซึ่งมันก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าความพยายามนั้นพินาศไม่เป็นท่าเพราะว่าจากหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบเพียง20ปีต่อมาก็ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่2อยากจะบอกว่าหายนะมากกว่าเดินอีกผู้คิดว่าจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่1คืออะไร หนึ่ง เหตุการณ์รอบสังหาร อาร์ชดยุท ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ ้เหตุการณ์ที่สอง มหาอำนาจยุโรปแย่งอำนาจกัน 

ซึ่งในตำราเรียนต่างๆมักจะเริ่มการอธิบายการเกิดของสงครามโลกครั้งที่1จากเหตุการณ์สังหาร อาร์ชดยุท ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ มกุฏราชกุมารแห่ง ออสเตรีย-ฮังการี และ พระชายา เจ้าหญิงโซฟีที่กรุงซาราเจโวเมืองหลวงของบอสเนียเฮอร์เซโกวีน่า จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีก็เรียกว่าเป็นมหาอำนาจหนึ่งของยุโรป

ดังนั่นการที่ มกุฏราชกุมาร มกุฏราชกุมารรีได้ถูกสังหารอย่างอุกอาจในตอนกลางวันแซกๆในขณะนั้นมันไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอนแต่ว่าถ้าเราจะพูดว่านี่คือสาเหตุหนึ่งเดียวของการเกิดสงครามโลกที่ทำเอาคนตายไปถึง16ล้านคนมันก็ดูจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลมากเท่าไรเพราะว่าการสังหาร มกุฏราชกุมาร ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์เป็นฟางเส้นสุดท้ายพอดีที่จุดระเบิดของสงครามโลกครั้งที่1เกิดขึ้น

สาเหตุหลักๆที่นำพามหาอำนาจยุโรปเข้าสู่สงครามนั้นอาจจะสรุปได้เป็นข้อๆดังต่อไปนี้ หนึ่งการล่าอาณานิคม ประเทศเจ้าอาณานิคมต้องมีกองทัพขนาดใหญ่เพื่อที่จะเอาไปควบคุมอาณานิคมส่วนมากจะอยู่ในทวีปแอฟริกาทั้งฝรั่งเศสเยอรมันอังกฤษต่างก็เข้าไปแย้งพื้นที่ในแอฟริกากันอย่างหน้าดานเลยทั้งที่ไม่ได้เป็นของตัวเองเลยมันเป็นประเทศของเขา 

สอง การแข่งขันสะสมอาวุธ และการขยายขนาดกองทัพ นั่นแหละการล่าอาณานิคมมันจำเป็นที่จะต้องมีกองทัพขนาดใหญ่นอกจากจะมีคนเยอะแล้วก็จะต้องมีแสนยานุภาพยุทยุทโธปกรณ์มาด้วยใครมีอะไรตัวเองก็จะต้องมีมากกว่าก็ทับถมก็ไปเรื่อยๆจนมันสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่จบสิ้น

สาม การจับมือเป็นพัมธมิตรกันด้วยกฏเกณฑ์ที่รัดรึงหนักมากประเทศต่างๆเมื่อรู้สึกว่ามันไม่มั่นคงจากการแข่งขันกันสะสมอาวุธและกองทัพก็จะพยายามหาพันธมิตรโดยการทำสนธิสัญญาคือเป็นสนธิสัญญาว่าจะไม่รุกรานกันแต่มันก็ยังมีเพิ่มมาคือว่าต่างฝ่ายต้องเข้าช่วยเหลือกันเมื่ออีกฝ่ายถูกรุกรานแต่ว่าจริงๆแล้วนั้นถ้าเป็นสนธิสัญญาทั้งสองประเทศมันยังไหวแต่มันจะไม่ใช่แบบนั้นมันจะไม่ใช่สนธิสัญญา2ฝ่าย

อุดมการคอมมิวนิสต์ของนายเหมาเจ๋อตง

Posted on 29 สิงหาคม 202029 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

ซึ่งThe Great Leap Forward คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมเหมาสไตล์เราจะต้องเข้าใใจกันก่อนว่าตามฤทฎีคอมมิวนิสต์ของคาร์มาร์กซ์นั้น การที่ประเทศจะเปลี่ยนระบอบมาเป็นคอมมิวนิสต์ได้นั้นประเทศดังกล่าวจะต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรมซะก่อนทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าในโมเดลของมาร์กซ์

เมื่อประเทศได้เป็นอุตสาหกรรมนายทุนก็จะใช้วิธีการกดค่าแรงคนงานเพื่อผลกำไรสูงสุดสุดท้ายแรงงานก็จะลุกขึ้นมาปฏิวัติแล้วก็ยึดจักรกลการผลิตเป็นของแรงงานร่วมกันแล้วก็เดินหน้าต่อโดนคนงานเพื่อคนงานอะไรประมาณนี้โมเดลแบบสหภาพโซเวียตก็เป็นเช่นนี้แต่ว่าในกรณีของจีนนั้นต่างออกไป

เพราะว่าจีนยังเป็นประเทศเกษตรกรรมถ้าถามมาร์กและเลนิน สองคนนั้นก็จะบอกเหมาเจ๋อตงว่าปล่อยให้ประเทศเป็นทุนนิยมกันไปก่อนเพื่อให้นายทุนทำการปฏิวัติอุตสาหกรรม

เมื่อการปฏิวัตอุตสาหกรรมสุงอมแล้วอุดมการคอมมิวนิสต์ก็จะตามมาตามธรรมชาติคนจะคิดได้เองโดยที่ไม่ต้องบังคับแต่เหมาเจ๋อตงก็บอกว่าแบบนี้มันก็ไม่ทันสิเราจะต้องเป็นคอมมิวนิสต์เดี๋ยวนี้และเราเป็นไปแล้วด้วยแต่ถึงอย่างไรเราก็จะต้องมีอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าเพราะไม่งั้นเราก็จะไปต่อไม่ได้

ในยุคนั้นความเป็นอุตสาหกรรมวัดจากความสามารถในการผลิตเหล็กกล้าเพราะว่าเหล็กกล้าถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆในการก่อสร้างสะพานโครงสร้างขนาดใหญ่และเครื่องจักรอุตสหากรรมเหมาเจ๋อตงได้ทำทั้ง2อย่างในโครงการThe Great Leap Forwardหรือโครงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดนั้นก็คือหนึ่ง การทำนารวม และ สองการผลิตเหล็กกล้ารายหมู่บ้าน

ซึ่งการทำนารวมนี้เกิดจากความคิดที่ว่าจีนได้เป็นประเทศกสิกรรมอยู่แล้วและผลิตอาหารได้มากดังนั้นจึงควรรวมหน่วยการผลิตข้าวเข้าด้วยกันคือเอาที่ดินมารวมกันแล้วก็เอาคนมารวมกันแล้วก็ทำนาแบบใหญ่ๆไปเลยจะได้ผลิตข้าวได้เยอะๆทั้งใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกด้วยนี่ก็คือการทำงานตามConceptคอมมิวนิสต์ทุกคนได้ร่วมกันผลิตทุกคนผลิตไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นของทุกคนและทุกคนก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกันแถมส่งออกได้แถมประเทศเจริญเข้าไปอีก

นอกจากนี้ในช่วงแรกคอนเซ็ปต์นารวมก็ได้รับการตอบรับจากชาวนาดีพอสมควรเลยเพราะว่าชาวนาจีนเป็นจำนวนมากไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองต้องเช่านาเขาทำอดๆยากๆแต่ทีนี้รัฐบาลก็ยึดที่ดินทั้งหมดมาเป็นของรัฐบาลแล้วก็ให้ทุกคนเป็นชาวนาทำงานให้กับรัฐบาลบ้านไม่ต้องเช่าข้าวไม่ต้องซื้อกินเต็มที่รัฐเลี้ยงดูและทุกคนก็ทำนา

ส่วนโครงการที่สองคือโครงการผลิตเหล็กกล้ารายหมู่บ้านอันนี้คือจะว่าไปแล้วก็ชวนให้เลิกคิ้วมากๆเลยคือเหมาเจ๋อตงและกุนซือเศรษฐกิจก็คิดกันว่าสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายไม่มีแต่จีนมีก็คือคนจีนเยอะมากแล้วก็การที่มีคนเยอะจะสามารถทดแทนเครื่องจักรเครื่องกลได้

 

สนับสนุนโดย  nowbet

การปฎิวัติของราษฎรยุคสยามในสมัยรัชกาลที่7

Posted on 27 สิงหาคม 202027 สิงหาคม 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

เช้าวันที่24มิถุนายน สิ่งที่ได้เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นเอาเข้าจริงๆก็เกิดจากการวางแผนที่ใจกล้ามากๆคือการลวงทหารจากหน่วยต่างๆไปกองไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นพันๆนาย

โดยใช้วิธีทั้งหมดให้ทหารทั้งหมดออกมาเพราะเข้าใจว่ามีการกบฎเกิดขึ้นโดยอาศัยแค่บารมีเท่าที่จะมีอยู่ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหล และ พระประศาสน์ บุกเข้าไปกรมทหารม้าที่1แบบไม่ให้ใครตั้งตัวรีบเรียกทหารขึ้นรถรีบขนปืนและนำขบวนรถเกาะออกมาในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสมทบกับทหารเรือที่ใช้วิธีเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีรักเรียนนายร้อยที่พระยาทรงสุรเดชใช้ความเป็นอาจารย์นัดหมายไว้และทหารฝึกใหม่ในกรมทหารช่างโดยไปบอกว่าให้ตื่นเช้ามาเข้าฝึกหัดที่จุดนัดหมายด้วย พระยาพหลที่ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติได้ขึ้นเวทีและอ่านประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองขอให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายและกล่าวถึงข้อเสียของระบอบเก่าว่าเป็นระบอบที่ใครจะออกเสียงคัดค้านย่อมมิได้การปกครองแบบนี้จะปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับเศรษฐกิจและการภาษีโดยลำพังและไม่ได้ให้บ้านเมืองดีขึ้นเลย

ซึ่งอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จก็คือการมีองค์ประกันหรือการจับตัวประกันนั่นแหละเพราะถ้าไม่มีองค์ประกันก็คงไม่มีเครื่องมือต่อรอง

องค์ประกันอันดับหนึ่งที่ไม่มีไม่ได้ก็คือกรมพระนครสวรรค์วรพินิตซึ่งเป็นผุ้ที่มีอำนาจมากที่สุดในพระนครรองจากพระเจ้าอยู่หัวเพราะกรมพระนครสวรรค์นั้นเป็นผู้คุมกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารเคยดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาธิการทหารบกเสนาบดีกระทนงทหารเรือเสนาบดีกระทรวงกลาโหมและได้ดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ท่านได้มีศักดิ์เป็นคุณปู่ของอดีตผู้ว่า กทม. หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์บริพัตร

สรุปว่าในวันนั้นมีการจับกุมบุคคลสำคัญและเชิญเจ้านายมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคมทั้งสิ้น25คนส่วนบทบาทของพลเรือนทั้งนายประยูร ภมรมนตรี นายควง อภัยวงศ์ นายประจวบ บุนนาค ก็คืออเข้ายึดกรมไปรษณีย์ ตัดสายโทรเลขยึดการสื่อสารเอาไว้เพื่อความได้เปรียบ

ซึ่งกว่าที่ข่าวจะไปถึงวังไกลกังวลความได้เปรียบก็อยู่กับฝ่ายคณะราษฎรแล้วช่วงบ่ายคณะปฏิวัติเริ่มแจกจ่ายแถลงการณ์ที่ นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เขียนขึ้นสิ่งนี้เรียกว่าประกาศราษฎรฉบับที่หนึ่งได้มีเนื้อหาย้ำเตือนว่าต่อไปนี้ประเทศสยามเป็นประเทศของราษฎรไม่ใช่ของใครเพียงคนหนึ่งอีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงก็เสร็จสมบูรณ์เมื่อคณะราษฎรได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลในหลวงรัชกาลที่7พราะบามสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอัญเชิญมาเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้กฎหมายเมื่อพระองค์เห็นด้วยกับแนวทางการปกครองนี้และทรงแจ้งให้ราบว่าพระองค์มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่เหมือนกัน

โดยจะเป็นพระมหากษัตริย์ตามพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  dewabet

วัฒนธรรมเกี่ยวกับการจัดงานศพของไทย

Posted on 20 สิงหาคม 202020 สิงหาคม 2020Categories ประเพณีและวัฒนธรรมTags ,

งานศพนั้นถือได้ว่าเป็นงานที่ไม่มีใครอยากจัดหรืออยากให้เกิดขึ้นกับทางบ้านของตน โดยการจัดงานประเภทนี้เป็นการจัดขึ้นในครั้งสุดท้ายของชีวิตเพื่อเป็นการให้เกียรติและระลึกถึงครั้งสุดท้าย สำหรับการเกิดการเสียชีวิตซึ่งจะต้องเป็นวัฒนธรรมของชาวไทยด้วยการจัดงานศพให้โดยมีเรื่องราวในการจัดทำพิธีมีดังต่อไปนี้

หากมีบุคคลเสียชีวิต สิ่งแรกที่ควรทำก็คือต้องเดินทางเพื่อไปแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตเสียก่อน โดยจะต้องเดินทางไปที่สำนักงานทะเบียนของท้องถิ่นที่ผู้เสียชีวิตอาศัยอยู่ และควรที่จะต้องทำการไปแจ้งภายใน 24 ชั่วโมงอีกด้วย เพื่อเป็นการแจ้งให้ออกใบมรณะบัตรให้แก่เรา หลังจากนั้นให้เราไปดำเนินการต่อที่ทางอำเภอเพื่อเป็นการแจ้งชื่อว่าบุคคลนี้ได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยจะต้องไปภายใน 15 วันด้วยนะ

หลังจากที่คุณได้ทำการเดินเรื่องเอกสารเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้วนั้นจะต้องนำศพไปไว้ที่วัด หรือที่บ้านก็ได้เช่นกัน หากสะดวกแบบไหนก็สามารถทำได้ หากในกรณีที่ศพนั้นเสียชีวิตที่โรงบาลก็จะต้องดำเนินการภายในโรงพยาบาลให้เรียบร้อยเสยก่อน แล้วจึงค่อยนำศพกลับมาเพื่อบำเพ็ญกุศลได้

สำหรับพิธีงานศพนี้เราจำเป็นที่จะต้องรดน้ำศพเสียก่อน เพื่อเป็นการเคารพศพและดูหน้าไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะนำศพลงโดรงนั่นเอง สำหรับพิธีรดน้ำศพนั้นจะเป้นการจุดธูปคนละหนึ่งดอกและทำการพูดเพื่อขอขมาศพที่เสียชีวิต จากนั้นก็ทำการรดน้ำศพและนำคนเสียชีวิตเข้าโรงศพ

หลังจากที่ทำการตามประเพณีเรียบร้อยแล้ว ในเวลาหัวค่ำก็จะต้องมาฟังพระสวด โดยในการจัดสวดอภิธรรมนั้น จะเป็นการจัดสวดเพื่อจุดประสงค์จะต้องการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย สำหรับการจัดสวดนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าภาพหรือญาติว่าจะตกลงกันว่าเอาไว้กี่วัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะจัดกันอยู่ที่ 3-7 วัน

หลังจากที่ได้เอาศพไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด ก็จะต้องทำการฌาปนกิจศพ เพราะถือได้ว่าเป็นเวลาแก่สมควรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานกี่วันก็ตาม แต่เมื่อถือเวลาในการทำฌาปนกิจก็จะต้องเตรียมวิธีหรือขั้นตอนต่อไป โดยการทำพิธีนี้ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนในการจัดงานศพลำดับสุดท้าย

ซึ่งการทำฌาปนกิจศพนั้นจะต้องทำการโดยมีการแห่ศพไปที่เมรุ จากนั้นก็รอเวลาดำเนินการนำศพขึ้นเผา โดยจะต้องมีการกำหนดเวลาในการเผาและก่อนจะนำศพขึ้นเผานั้นจะต้องมีการทอดผ้า เพื่อเป็นการบังสกุลส่งผลให้แก่คนตาย จากนั้นยืนไว้อาลัยและเดินขึ้เอาดอกไม้จันทไปวางเพื่อเป็นการเคารพศพเป็นครั้งสุดท้าย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88 ฟรี 300

ตำนานองค์คุลีมาร ชายที่เป็นคนบาป

Posted on 3 สิงหาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

        หากใครเคยได้เรียนเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาในพระพุทธศาสนาแล้วละก็ ย่อมเคยได้ยินตามนานของชายคนหนึ่งซึ่งเป็นโจรใจบาปในสมัยอดีตกาล เขาเป็นคนที่แค่เอ่ยชื่อ ใครได้ยินต่างก็เกรงกลัว เป็นผู้ชายที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในประวัติของพระพุทธเจ้า

ซึ่งผู้ชายคนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็คือ องค์คุลีมาร จอมโจรใจบาปที่คิดจะฆ่าแม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลักษณะของโจรคนนี้จะมีการปล่อยเครารกรุงรัง และจุดเด่นของเขาก็คือ เขาจะมีสร้อยคอ ที่มีนิ้วมือของคนตายมาตัดห้อยเอาไว้ที่คอของเขา ซึ่งเราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับ ตำนานขององค์คุลีมารได้จากประเทศอินเดียซะส่วนมาก โดยที่ประเทศอินเดียนั้นเคยมีการสร้างรูปปั้นขององค์คุลีมารเอาไว้ด้วย 

    สำหรับเรื่องเล่าและตำนานเกี่ยวกับองค์คุลีมาร นั้นแต่เดิมเขาคือเจ้าชาย และเป็นคนฉลาดและรูปงาม เป็นคนที่ขยันร่ำเรียนวิชาหาความรู้ ด้วยตอนที่องค์คุลีมารเป็นหนุ่มนั้น เขาได้ไปร่ำเรียนวิชากับอาจารย์คนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น เขากลายเป็นศิษย์เอกของอาจารย์เลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่เขาเก่งและฉลาดทำให้เพื่อนที่มาร่ำเรียนวิชาด้วยกันเกิดความอิจฉา

จึงได้พยายามไปยุแยง เป่าหูพระอาจารย์ให้ไม่ชอบองค์คุลีมารและใส่ร้ายว่าองค์คุลีมาร อาจจะเป็นลูกศิษย์คิดล้างครูก็ได้หากร่ำเรียนวิชาสำเร็จแล้ว ด้านอาจารย์นั้นก็หูเบาแต่ก็ไม่กล้าที่จะฆ่าองค์คุลีมาร ดังนั้นจึงได้หลอกให้องค์คุลีมารไปฆ่าคนอื่นเพื่อหวังว่าจะยืมมือคนอื่นนั่นฆ่าองค์คุลีมารนั่นเอง

โดยอาจารย์บอกให้องค์คุลีมารฆ่าคนให้ครบ หนึ่งพันคนแล้วจะสำเร็จวิชา ดังนั้นนับแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อเขาเจอกับใครกับตาม เขาก็จะฆ่าทันที แต่เมื่อฆ่าไปแล้วหลายคนก็เกิดมีปัญหาว่า ตัวเองจำไม่ได้ว่าฆ่าคนไปแล้วกี่คน จึงได้เริ่มต้นฆ่าคนใหม่แต่ทีนี้อาศัยตัดนิ้วโป้งของคนตายเอามาแขวนคอ เพื่อที่จะได้รู้จำนวนของคนที่ตายว่าครบหนึ่งพันคนหรือยัง

ซึ่งเขาสามารถฆ่าได้ครบ 999 คนแล้วเหลืออีกคนซึ่งพระพุทธเจ้าเห็นว่าคนที่หนึ่งพันนั้นจะเป็นแม่ขององค์คุลีมารเอง เพื่อไม่ให้เขากลายเป็นคนที่บาปหนามากพระพุทธเจ้าจึงได้เดินทางมาขวางเอาไว้เมื่อองค์คุลีมารเห็นพระพุทธเจ้าก็จะฆ่าเพื่อที่จะได้ครบพันคน แต่ไม่ว่าจะเดินตามหรือว่าวิ่งตามก็ไม่ทันพระพุทธเจ้าสักทีทำให้ฆ่าไม่ได้เมื่อเหนื่อยเขาจึงได้บอกให้พระพุทธเจ้าหยุด

แต่พระพุทธเจ้ากลับบอกว่า พระองค์หยุดแล้วแต่คนที่ไม่หยุดคือองค์คุลีมารเอง และพระพุทธเจ้าก็แสดงพระธรรมเทศนาโปรดองค์คุลีมาร จนเขากลับใจ ขอบวชติดตามรับใช้พระพุทธเจ้านับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

ตำนาน นนทกเกิดมาเป็นยักษ์ทศกัณฐ์

Posted on 20 กรกฎาคม 202020 กรกฎาคม 2020Categories ตำนานTags ,

เมื่อสมัยจักรวาลได้ถูกแบ่งออกไปเป็นสามโลก โลกบาดาน โลกมนุษย์ และ โลกสวรรค์ โลกแห่งเทพเทวดาและศักดิ์ชั้นสูงผู้มีฤทธิ์ทั้งเป็นที่ตั้งแห่งเขาไกลราดอันได้เป็นแกนกลางของจักรวาลและยังได้เป็นที่ประทับของพระอินสวนเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามโลก แต่จะมีใครรูปว่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่นี้

ได้มีจุดกำเนิดมาจากยักษ์ผู้ที่ต่ำต้อยตนหนึ่งนามว่านนทกที่คอยก้มหมอบอยู่ที่เชิงบันไดเขาไกลราชทำหน้าที่ตักน้ำล้างเท้าให้เหล่าเทวดาที่ได้มาเข้าเฝ้าพระอินสวนนนทกผู้หน้าสงสารถูกเทวดาแกล้งถอนผลจนหัวโล้นจึงทำให้รู้สึกว่าน้อยใจหนักมันจึงได้ขึ้นไปร้องต่อหน้าพระอินสวนบรมเทพ

นอกจากนี้นนทกได้ขึ้นไปร้องขอนิ้วเพชรจากพระอินสวนจากนั้นนนทก็ได้ทำการใช้นิ้วทำการสังหารเหล่าเทวดาได้ล่มตายกันเต็มไปหมดจากนั้นจึงทำให้พระอินสวนได้มีอารมณ์โกรธเป็นอย่างมากจึงได้มีเทวบัญชาให้พระนารายณ์เทพผู้ดำรงธรรมได้เข้าไปทำการสังหารนนทกเสียจากนั้นพระนารายณ์จึงได้แปลงกายเป็นนางอัปสรที่สวยงามมารำต่อหน้านนทกจากนั้นยักษ์นนทก

เมื่อเขาได้รู้ว่าเสียทีให้แก่พระนารายณ์จึงได้กล่าวออกไปว่า “ใช่สิข้านั้นมีเพียงแค่สองมือไหนจะสู้ท่านผู้ที่มีสี่มือได้หากข้ามีฤทธิ์บ้างก็ย่อมชนะท่านได้แน่”จากนั้นพระนารายณ์ก็ได้กล่าวว่าหากเจ้าคิดว่าการที่มีพลังเหนือกว่าที่จะเอาชนะคนอื่นได้งั้นชาติหน้าเจ้าก็เกิดมาเป็นยักษ์มีสิบเศียรมีมือยี่สิบซ้ายขาวเหาะเดินบนอากาศมีฤทธิ์ที่เกียงไกรและตัวเราจะไปเป็นมนุษย์สองแขนสู้กับเจ้าให้เป็นที่ประจักรแก่ทั้งสามโลก

นอกจากนี้เมื่อลมหายใจสุดท้ายของนนทกได้สิ้นสุดลงจิตของมันก็ได้ลงมาเกิดที่โลกมนุษย์ทันไดบัดนี้นนทกได้กลับชาติมาเกิดเป็นท้าวทศกัณฐ์พยายักษ์เจ้านครเมืองกรุงลงกาด้วยมีถึงยี่สิบมือจึงได้มีพลังมหาสารยกได้แม้กระทั่งเขาไกลราชแกนกลางแห่งจักรวาลมีเศียรนับสิบฉลาดรู้รอบทุกสิ่งอย่างจดจำพระเวทได้

ทุกสิ่งอันสามารถที่จะถอดหัวใจออกจากร่างไม่มีผู้ใดที่จะฆ่าให้ตายได้ดูเหมือนว่าพญายักษ์ที่ไร้หัวใจแล้วเศียรทั้งสิบก็จะคิดวนแต่เรื่องกิเลสตัณหไม่รู้สิ้นเหล่าเทพเทวาก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ทัพยักษ์บัดนี้ก็ได้เข้าสู่สมัยที่เป็นอมานธรรมเริ่มเรืองอำนาจกลืนกินทั้งสามโลกแต่อย่างไรเสียความหวังในสันติยังคงมีอยู่

 

สนับสนุนโดย  entaplay online gambling