ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในป่าลึกลับที่ปฎิเสธจากโลกภายนอก

Posted on 2 กรกฎาคม 2020Categories ตำนานTags ,

ชนเผ่าSentinelese 

เกาะเซนทิเนนลเหนือในอ่าวเบงกอลเป็นที่อยุ่อาศัยของชาวSentinelese ซึ่งได้เป็นหนึ่งในชนเผ่าคนป่าที่ได้อาศัยอยู่นอกเขตอเมริกาใต้ ชาวSentinelese เป็นคนป่าที่ได้มีการพัฒนาน้อยมากและเชื่อว่าพวกเขาอาจจะไม่รู้แม้กระทั่งวิธีการก่อไฟซึ่งพวกเขาดำรงชีวิตด้วยการกินปลาและมะพร้าว ซึ่งก็เคยมีเรือที่จะพยายามที่จะเข้าไปใกล้ให้ได้มากที่สุดบนเกาะแห่งนี้

แต่เราก็ได้พบกับบุคคลที่ได้อาศัยอยู่ในป่า พร้อมมีอาวุธครบมือที่ได้ยืนเรียงรายบุคคลอยู่ที่ริมชายหาดและพวกเขาก็ยังได้มีความพร้อมมากที่จะทำการขับไล่ใครก็ตมที่ได้เข้ามาบุกรุกในที่ดินแดนของเขาแห่งนี้และเพียงจำนวนประชากรของคนป่าที่ได้มีอยู่แค่น้อยนิดก็ยังสามารถที่จะทำให้เกิดผลที่รุนแรงได้ อย่างเช่นการตายของชาวประมงสองคนที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว

เมื่อประมาณปี2006เฮลิคอปเตอร์ที่จะเข้าไปรับร่างของชายทั้งสองก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปรับและลงจอดได้สำเร็จ เนื่องจากว่าพวกเขาที่กำลังจะเข้าไปรับชายทั้งสองนั้นก็ยังไม่สามารถทำได้เลยและยังได้ถูกคนป่ากระหน่ำโจมตีด้วยอาวุธธนูจึงต้องล้มเลิกในภารกิจนี้

ชนเผาMashco-Piro

เมื่อประมาณในปี2011ทางกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเปรูเขาได้เปิดเผยภาพวีดีโอ ที่ได้เป็นภาพของกลุ่มของคนพื้นเมืองที่ได้อาศัยอยู่บริเวณที่ริมแม่น้ำมานู ซึ่งทางด้านนักท่องเที่ยวเขาบังเอิญได้ถ่านบันทึกภาพวีดีโอนี้เอาไว้ได้

โดยที่เธอนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าวีดีโอที่เธอนั้นได้ถ่ายเอาไว้มันคือชนเผาMashco-Piro หลังจากนั้นได้ไม่นานก็ได้เดินทางเพื่อที่จะเข้าไปบริเวณสถานที่แห่งนั้นเพื่อจะทำการสำรวจบนพื้นที่แต่ก็ไม่สามารถทำภารกิจนี้ได้ต้องล้มเลิกเมื่อผู้นำทางท่านหนึ่งที่เขาได้ถูกลูกศรที่อาบยาพิษเอาไว้ได้ถูกยิงเข้าที่หัวใจจึงทำให้เขาได้เสียชีวิตในทันที

นอกจากนี้ทางการรัฐบาลประเทศเปรู ก็ได้มีการออกคำสั่งให้ยกเลิกการติดต่อใดๆกับคนชนเผาMashco-Piroเพื่อป้องกัน เนื่องจากพวกเขาไม่ค่อยจะมีภูมิคุ้มกันการติดเชื้อโรคในปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่ไข้หวัดธรรมดาก็อาจจะทำให้ประชากรในชนเผ่าตายเป็นจำนวนมากก็เป็นได้หากแม้ว่าพวกเราจะถูกกีดกันแต่ชนเผ่าทางการรัฐบาลประเทศเปรู ก็ได้มีการออกคำสั่งให้ยกเลิกการติดต่อใดๆ

กับคนชนเผาMashco-Piroเพื่อป้องกันบางคนก็ได้เริ่มที่จะมีการพัฒนาตังเองขึ้นโดยพวกเขาจะสรรหาอาวุธที่มันจะสามารถเอาไว้ปกกันตนเองได้จากการถูกบุกรุกบนพื้นที่โดยบุคคลคนจากภายนอกที่จะเข้ามาคิดทำร้ายกกับคนในชนเผ่าเหล่านี้

 

สนับสนุนโดย  next88

ถ้ำวังผาพญานาคราช

Posted on 29 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

        สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำวังผาพญานาคราช จะอยู่ที่อำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานี ที่นี่จะมีหลวงปู่เพิ่มผันอนันต์โท ซึ่งตอนนี้ท่านก็อายุมากแล้วแต่หลวงปู่ก็จะคอยเป็นผู้ดูแลถ้ำแห่งนี้อยู่  แต่ถ้าหากใครเคยไปที่นี่ก็จะเห็นได้ว่าบริเวณหน้าทางเข้าจะมีพญานาคอยู่ 2 ตนอยู่ตรงบริเวณหน้าทางเข้าเป็นพญานาคมุจลินท์ ซึ่งพญานาค 2 ตัวนี้

แต่ละต้นก็จะมีทั้งหมด 7 เสียงด้วยกันทำให้คนที่มาที่นี่จะรู้ได้ทันทีเลยว่าที่นี่เป็นที่อยู่ของเหล่าพญานาค สำหรับถ้ำวังผาพญานาคราชนั้นจะมีแผ่นหินขนาดใหญ่ปิดทับเอาไว้ ซึ่งชาวบ้านบอกว่าลักษณะของถ้ำนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกับตัวตะพาบและด้านในถ้ำก็จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เป็นพระประธานโดยพระพุทธรูปดังกล่าวนั้นจะถูกแกะสลักมาจากหิน

ซึ่งที่นี่มีความเชื่อกันว่าจะมีถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของพญานาคโดยถ้ำแห่งนี้จะถูกนำหินมาปกปิดเอาไว้เป็นจำนวนมากเพื่อไม่ให้คนนอกนั้นสามารถเข้าไปได้ ซึ่งข้างในถ้ำนั้นจะมีความลึกเป็นอย่างมากและภายในบริเวณถ้ำก็จะมีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลาซึ่งถ้าเรามาฤดูไหนเราก็จะยังเห็นน้ำไหลอยู่ตลอดเนื่องจากว่าจะมีตาน้ำอยู่ภายในบริเวณถ้ำนั่นเอง

ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าที่ถ้ำแห่งนี้นั้นจะเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นสถานที่ที่เชื่อมต่อไปยังเมืองบาดาลของพญานาคราช ที่ถ้ำวังผาพญานาคราชนี้จะอยู่ติดกับแม่น้ำแห่งหนึ่งซึ่งแม่น้ำนี้สามารถทะลุไปถึงแม่น้ำโขงได้โดยมีความยาวแค่เพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ชาวบ้านเท่านั้นที่ชื่อว่าที่นี่จะมีพญานาคเพราะหลวงปู่เพิ่มผันท่านก็เคยนิมิตว่าที่บริเวณแห่งนี้

มีพญานาคทั้งหมด 4 ตัวเคยมาเล่นน้ำอยู่ที่นี่ด้วย และชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าที่ลำแห่งนี้นั้นจะเป็นที่เล่นน้ำของเราพญานาคทั้งหลายทำให้ชาวบ้านต่างก็ไม่กล้าที่จะพากันมาเข้าใกล้บริเวณลำห้วยแห่งนี้ ซึ่งเรื่องราวของถ้ำวังผาพญานาคนี้ก็มีตำนานที่พูดถึงตัวพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ภายในถ้ำและนานๆเมื่อมีน้ำหลากมาโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนนั้น

ก็จะพากันออกมาเล่นน้ำเป็นที่สนุกสนานโดยมีผู้เฒ่าผู้แก่นั้นเคยบอกว่าเคยมีคนพบเห็นพญานาคมาเล่นน้ำอยู่ในบริเวณนี้ดังนั้นบริเวณที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีใครที่จะมาหาปลาหรือมาทำอันตรายสัตว์ภายในบริเวณคลองแถวนี้เพราะต่างก็เกรงกลัวอิทธิฤทธิ์ของพญานาคนั่นเองล่ะค่ะ

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า rb88

ตํานานพญาครุฑ 

Posted on 28 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

     ตามตำนานเล่าขานกันมีเรื่องเล่ากันไว้ว่าอันที่จริงแล้วครุฑและพญานาคนั้นเป็นพี่น้องกันแต่เนื่องจากว่าเกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้งกันจึงทำให้ทั้งครุฑและพญานาคต่างก็ไม่ถูกกันซึ่งมีการเชื่อกันว่าครุฑนั้นเป็น พญาแห่งนกทั้งมวลและที่สำคัญทุกอย่างได้เป็นพาหนะของพระนารายณ์ โดยชุดนั้นจะอาศัยอยู่ที่วิมานฉิมพลีลักษณะหน้าตาของคนนั้นจะเป็นลักษณะของครึ่งคนครึ่งนกอินทรี

โดยครุฑนั้นได้รับพรให้มีอมตะทำให้ไม่มีใครที่จะสามารถฆ่าครุฑให้ตายได้ และแม้แต่สายฟ้าของพระอินทร์ก็ไม่สามารถทำอันตรายครุฑ ได้หากจะทำนั้นก็ทำได้เพียงแค่การทำให้ขนของครุฑร่วงมาแค่เส้นเดียวเพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองครุฑ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสุบรรณซึ่งหมายถึงว่าขนวิเศษนั่นเอง

ซึ่งครุฑ นั้นถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ มีพละกำลังที่แข็งแกร่ง  ตัวใหญ่และบินอย่างว่องไว อีกทั้งยังมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมพร้อมกันนั้นก็อ่อนน้อมถ่อมตนและมีสัมมาคารวะอีกด้วย โดยครุฑ นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน ซึ่งประเภทแรกนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับคนทั่วๆไปแต่ว่าจะมีปีก  ส่วนประเภทที่ 2 นั้นจะมีลักษณะเป็นตัวเป็นคนส่วนหัวนั้นจะเป็นนก 

ส่วนประเภทที่ 3 นั้นจะเป็นตัวเป็นคนส่วนหัวและขานั้นจะเป็นนก และประเภทที่ 4 นั้นตัวจะเป็นนกหัวจะเป็นคน และประเทศสุดท้ายคือประเภทที่ 5 นั้นรูปร่างจะเหมือนนกทั้งตัว สำหรับในทางพุทธศาสนาแล้วครุฑนั้นจัดว่าเป็นเทวดาแต่เป็นเทวดาที่อยู่ต่ำสุด โดยครุฑ นั้นจะอยู่ภายใต้การปกครองของท้าววิรุฬหก

ผู้ปกครองสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกาด้านทิศใต้ มีตำนานความเชื่อกันว่าในสมัยโบราณนั้นพรานป่ามักจะไม่แขวนพระเข้าป่าเพราะมีการเชื่อกันว่าพระพุทธรูปนั้นมีคุณ ทางเมตตาหรือแคล้วคลาดเพราะฉะนั้นถ้าแขวนพระเข้าป่าแล้วมักจะไม่ค่อยได้สัตว์ป่า เพราะจะทำให้แคล้วคลาดต่อการเห็นสัตว์ป่านั่นเองดังนั้นพรานจึงมักไม่คล้องพระเข้าป่า  แต่พรานจะมีการพกนำเหรียญบาทซึ่งเป็นเหรียญตราพญาครุฑเข้าไปด้วย เพราะเหรียญที่มีตราครุฑนั้นจะสามารถช่วยเหลือเวลาที่พรานเข้าไปในป่าโดยจะช่วยปกป้องสิ่งอันตรายหรือสิ่งเร้นลับที่อยู่ภายในป่าได้เป็นอย่างดีนั่นเอง 

        สำหรับเรื่องราวที่ว่าทำไมพระยาครุฑถึงมีรูปร่างหน้าตาแบบนั้นทั้งที่เป็นญาติกับพญานาคบ้านก็เพราะว่าในสมัยที่พระยาครุฑอยู่ในครรภ์ของมารดานั้นได้ถูกฟักออกมาเป็นไข่โดยมารดาของพญาครุฑนั้นได้มีการอธิษฐานขอพรเอาไว้ว่าให้ลูกของตนเองออกมานั้นมีอำนาจและมีฤทธิ์มากกว่าลูกของนางกัทรุ ซึ่งนางกัทรุนั้นขอพรเอาไว้ว่าให้ลูกของตนเองนั้นมีพันธุ์ตัวซึ่งลูกออกมาก็คือพญานาคดังนั้นเมื่อนางวินตราซึ่งเป็นพี่น้องกับนางกัทรุจึงได้ขอพรว่าให้ลูกของตนเองนั้นมีอำนาจมากกว่าลูกของนางกัทรุและเมื่อลูกของนางเกิดลูกออกมาจึงได้เป็นพญาครุฑนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าrb88

การทดลองเฟรดเดอริคเพื่ออยากรู้ภาษาของพระเจ้า

Posted on 27 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

ภาษาของพระเจ้า

จักรพรรดิเฟรดเดอริคที่2 แห่งอาณาจักรโรมันผู้ครองราชในระหว่างปี1220ถึงปี1250ได้ทำการทดลองที่เลวร้ายหลากหลายอย่าง โดยได้อ้างว่ามันเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์หนึ่งในนั้นคือการทดลอง โดยนำใส่ในถังไม้ที่มีรูเล็กเพียงรูเดียวและปล่อยเหยื่อไว้ให้อยู่เพียงลำพังเพื่อจะทดสอบว่าหลังจากที่เหยื่อเสียชีวิตวิญญาณของเขาจะหลุดลอยออกผ่านรูที่เจาะไว้หรือไม่

ซึ่งในการทดลองของ เฟรดเดอริค ที่ดูเหมือนว่ามันจะยาวนานและแปลกประหลาดที่สุดน่าจะเป็นการทดลองเพื่อต้องการจะรู้ว่า “ภาษาของพระเจ้า” นั้นเป็นเช่นไร โดยการปล่อยทิ้งเด็กแรกเกิดไว้เพียงลำพังเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านั้นได้ยินหรือรับรู้ภาษาของมนุษย์ทั่วไป ซึ่งมันจะทำให้เด็กไม่ได้รับอิทธิพลของภาษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฟรดเดอริค เชื่อว่าการทดลองนี้น่าจะทำให้เด็กเหล่านั้นต้องใช้ภาษาเดียวกันกับ “อดัมและอีฟ “ ที่เชื่อว่าเป็นภาษาที่พระเจ้าได้มอบให้ติดตัวมาแต่ เมื่อไม่มีภาษาและไม่ได้มีปฏิสัมพันกับผู้คนทั่วไปเด็กเหล่านั้นจึงมีนิสัยที่ดุร้าย ป่าเถื่อน และมีช่วงเวลาชีวิตที่สั้น

สตีโมซีเวอร์

โฮเซ เดลกาโด เป็นแพทย์จากเยลเขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่า สตีโมเวอร์  ซึ่งได้เป็นเครื่องมือที่ใช้ฝังลงไปในสมองโดยได้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะทำให้สามารถควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ เมื่อถูกฝังลงในสมองแล้วมันจะกระตุ้นเซลล์ประสาท เมื่อได้รับสัญญาณจากเครื่องส่งสัญญาณภายนอก เดลกาโด ได้ทำการทอลองนี้อยู่หลายครั้งเขาได้อ้างว่าเครื่อง สตีโมเวอร์นี้ สามารถที่จะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ได้โดยเขาได้บันทึกเอาไว้ว่า “เครื่องมือจะกระตุ้นสมองในส่วนที่เรียกว่า อะมิกดาลา และ ฮิปโปแคมปัส ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการที่หลากหลาย เช่น มีอารมณ์ดี สุขุม มีความรอบคอบ

มีความรู้สึกแปลกและการมองเห็นที่เปลี่ยนเป็นสีต่างๆ” ซึ่งหนึ่งในการทดลองที่มีชื่อเสียงของ เดลกาโด ก็คือการที่เขาได้ฝังเครื่องสตีโมซีเวอร์ ลงในสมองของกระทิง โดยเขาได้ทำการล่อเพื่อให้มันวิ่งพุ่งเข้าหาจากนันเขาจึงได้กดปุ่มที่เครื่องควบคุม จากนั้นสัญญาณวิทยุจึงได้ถูกปล่อยออกมาและทำให้กระทิงตัวนั้นหยุดชงักทันที เครื่องสตีโมซีเวอร์เป็นเครื่องมือที่ทำให้เข้าใจว่าสมองแต่ละส่วนมีผลต่อพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้เชื่อกันว่าในอนาคตผลงานของเดลกาโดมันจะทำให้มีสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตได้

 

สนับสนุนโดย  รหัสคูปอง rb88

ลัทธิซาตานโหดอย่างที่เขาลือจริงหรือเปล่า?

Posted on 27 มิถุนายน 202027 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

ถ้าเกิดว่าเราได้พูดถึงลัทธิซาตานเราก็จะเห็นภาพในสังคมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นหนังซีรี่เรื่องเล่าหรือจะเป็นเรียงความว่าซาตานคือปีศาจที่ชั่วร้ายคือวิญญาณทางด้านมืดและภาพรักต่างๆที่ได้พูดถึงลัทธิซาตานคือจะต้องมีพิธีกรรมต่างๆนานามากมายการบูชายันต์หรือแม้กระทั่งทรมานคนอื่นหรือตัวเองในรูปแบบต่างๆและอ้างว่ามันคือการกระทำที่ได้รับคำสั่งมาจากเทพซาตาน

ซึ่งคำว่าลัทธิซาตานจริงๆมันได้เป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า สำหรับข้อมูลที่เราได้ไปหามาเรากล้าพูดตรงนี้เลยว่า ลัทธิซาตานแบบดั่งเดิมไม่ได้มีความเชื่อในการบูชายันต์หรือการทำร้ายร่างกายตัวเองเลย แต่เราต้องขอบอกก่อนเลยว่าลัทธิซาตานมันจะแบ่งออกเป็นสองแบบคือ ลัทธิซาตานแบบเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่กับลัทธิซาตานแบบที่ไม่เชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่

โดยอย่างแรกเลยเราขอพูดถึงลัทธิซาตานแบบดั่งเดิมก่อนเลยก็คือลัทธิซาตานแบบที่ไม่มีเรื่องความเชื่อเรื่องพระเจ้าเลย แต่จะเชื่อไปทางกฎของธรรมชาติและได้เชื่อไปในทาง ปัจเจกนิยม มากกว่า โดดยข้อมูลที่เขาได้บันทึกเอาไว้เขาได้บอกว่าลัทธิซาตานแบบดั่งเดิมถูกก่อตั้งขึ้นโดยที่ไม่ได้ปกปิดหรือเป็นการแอบตั้งกลุ่มแต่อย่างใดเลยถูกก่อตั้งขึ้น

มาอย่างเป็นทางการโดยนักปรัชญาคนหนึ่ง ซึ่งนักปรัชญาคนนี้เขาก็ได้สร้างหลักธรรมคำสอนขึ้นมาที่มีชื่อว่าSatanic Bible โดยถูกสร้างขึ้นมาตามหลักปรัชญาและความเชื่อของตัวเขาเองในปี2512หรือหลังจากที่ตั้งลัทธิมาได้แค่สามปีเท่านั้นเอง โดยแนวความเชื่อและแนวปรัชญาหลักๆในซาตานไบเบิลจะมีอยู่สี่ข้อหลักๆเลยคือหนึ่งปรัชญาปัจเจกนิยมสองสุขนิยมสามอัตตานิยมและสี่ยึดตัวเองเป็ฯศูนย์กลางคือถ้าจะให้สรุปและให้พูดแบบให้เข้าใจกันง่ายๆมันก็จะเป็นอารมณ์คล้ายๆ

ว่าการที่เราได้อยู่ในลัทธิซาตานนับถือซาตานแบบดั่งเดิมเขาก็ได้มีปัดจัยหลักๆว่าการที่อยู่ในลัทธินี้จะไม่มีการแบ่งชนชั้นใดๆเลยทุกคนคือคนที่มีความเท่าเทียมและมีความเสมอภาคกันทั้งนั้นและการกระทำทุกการกระทำไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ดีหรือการกระทำที่เลวขอให้เป็นการกระทำที่เราได้ทำมันออกมาแล้วเรามีความสุจนั่นคือคำสอนของSatanic Bible

แต่ตรงนี้มันก็ยังได้มีข้อจำกัดความอยู่นิดนึงตรงที่ว่าในการที่เราจะทำเรื่องดีหรือเรื่องเลวจะต้องไม่มีการฆ่าชีวิตใดชีวิตหนึ่งมาเพื่อมาทำพิธีกรรมใดพิธีกรรมหนึ่งเพียงเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ข้อมูลที่เราได้ไปหามาเขายืนยันว่าไม่ได้มีอยู่ในซาตนSatanic Bibleเลย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก 2020

สาเหตุของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์

Posted on 24 มิถุนายน 202024 มิถุนายน 2020Categories ประวัติศาสตร์Tags ,

โดยสาเหตุที่เขาได้คาดการณ์กันว่าอะไรมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งนี้จากที่บันทึกไว้เขาได้บอกเอาไว้ว่า สาเหตุของการสูญพันธุ์ในครั้งนี้มันน่าจะเกิดมาจากพืชนิดหึ่งที่ได้เติบโตขึ้นมาบนดินที่มีลักษณะรากยาวมากและฝั่งลึกลงไปจนถึงชั้นหินมันเลยทำให้ไออ้อนต่างๆได้ถูกปลดปล่อยออกมาด้วย คำว่าไออ้อนที่เราได้พูดถึงตรงนี้มันจะเป็นทั้งสารอาหารของพืช ซึ่งเมื่อพืชหรือสาหร่ายได้รับสารอาหารไออ้อนตัวนี้เข้าไปมันจะทำให้สาหร่ายและพืชพันธุ์ใหญ่โตมากขึ้นแล้ว

ก็ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วและยังได้มีไออ้อนบางส่วนที่ได้ละลายสู่แม่น้ำและมหาสมุทรเลยทำให้สาหร่ายที่อยู่ในมหาสมุทรก็ได้มีการขยายพันธุ์และได้มีการเจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและสาหร่ายในทะเลที่ได้มีการเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วนั้นมันได้ไปดูดออกซิเจนในน้ำมันเลยทำให้สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลได้ตายลงไปเป็นจำนวนมาก

และมันก็ได้สูญพันธุ์ลงไปในที่สุด ต่อมาได้เกิดสาเหตุการขึ้นเมื่อประมาณ252ล้านปีก่อนในยุคของเพอร์เมียน – ไทรแอสซิก โดยบันทึกเขาได้บอกว่าในยุคนี้คือยุคที่มีการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเขาได้สันนิษฐานว่าได้มีสิ่งมีชีวิตในทะเลได้สูญพันธุ์ไปกว่า95%และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังบนบกกว่าอีก70%

หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือมันแทบจะหมดโลกเลยก็ว่าได้ โดยสาเหตุการสูญพันธุ์ครั้ใหญ่ที่สุดในโลกในครั้งนี้มันก็ได้มีการถกเถียงกันมาโดยตลอดว่ามันเกิดมาจากอะไรภูเขาไฟระเบิดอุณหภูมิโลกเปลี่ยนหรืออุกกาบาตชนโลกคือมันไม่ได้มีทฤษฎีที่แน่นอนและหลักฐานที่บอกได้ว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไร เนื่องจากว่ามันไม่ได้มีสมมุติฐานใดๆ

เพียงสมมุติฐานเดียวที่สามารถอธิบายในการเกิดครั้งนี้ได้จึงได้มีการรวมทฤษฎีและสมมุติฐานเข้าด้วยกันและสรุปออกมาได้ความว่ามีการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ใน ไซบีเรีย ในยุคปัจจุบันมันเลยทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาตรมหาสารจึงส่งผลให้มีเทนคาเทรตละลายก๊าซมีเทนที่ถูกกักเก็บไว้จึงถูกปลดปล่อยออกมาอย่างมหาสารเช่นกัน

ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนต่างก็เป็นก๊าซเรือนกระจกจึงทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้ออกซิเจนในน้ำทะเลได้ลดลงไปอย่างรวดเร็วแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนมันจึงได้ผลิตไฮโดรเจน HSHอย่างมหาสารและมันได้ถูกปล่อยสู่มหาสมุทรจนทำให้สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลได้ตายไปกว่า95%กันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน สมัครฟรี

ตำนานมนุษย์นางฟ้าตัวจิ๋ว

Posted on 20 มิถุนายน 202020 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

สำหรับPixyก็จะมีรูปร่างที่คล้ายกับ แฟรี่ กับ ฟารี่ แต่มันก็จะแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยก็คือ พิกซี่ จะเป็นภูตตัวจิ๋วที่มีลักษณะขี้เล่นแล้วก็ขี้แกล้งมากกว่า แฟรี่ กัา ฟาซี่ และก็จะมีพลังที่แตกต่างกันออกไปอีกหนึ่งอย่างก็คือถ้าเกิดว่าใครที่ทำให้พิกซี่โกรธหรือทำให้พิกซี่ไม่พอใจ พิกซี่ก็จะเสกให้คนๆนั้นพบเจอแต่เรื่องซวยๆเจอแต่เรื่องแย่ๆว่ากันว่าเคยมีคนไปไปพบเจอกับ พิกซี่

และได้เข้าไปก่อกสนจึงทำให้พิกซี่นั้นไม่พอใจพิกซี่ก็เลยสาปมนต์ตรงนี้เข้าไปและคนๆนั้นก็ดวงซวยจัดในขณะที่เดินทางกลับเขาก็ได้พัดตกเขาและได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งตำนานภูตจิ๋วหรือว่าตำนานภูตป่าที่เราได้พูดถึงมาตรงนี้ในประเทศไทยเราก็ได้มีตำนานเหล่านั้นอยู่เหมือนกัน

โดยตำนานประเทศไทยเราจะเรียกตำนานภูตป่าหรือภูตจิ๋วว่ามักกะลีผลนั่นเอง ซึ่งจากข้อมูลที่เราได้ไปหามาและสรุปได้เรื่องรูปลักษณ์ลักษณะต่างๆหรือความเป็นมากมันอาจจะไม่ได้เหมือนเหล่าภูตป่าหรือแฟรี่พพิกซี่แต่มักกะลีผลก็ได้ถูกมองว่าเป็นวิญญาณเป็นภูตที่ได้อาศัยอยู่ในป่าเหมือนกับพิกซี่กับแฟรี่นั่นเอง

และ จากข้อมูลที่เราได้ไปหามาตรงนี้เขาก็ยังได้บอกอีกว่าคนในยุโรปส่วนใหญ่ได้เชื่อกันว่าตำนานแฟรี่นี้มันได้มีอยู่จริง ซึ่งในตามความเชื่อของพวกเขา เขาได้บอกว่าตามป่าตามเขาที่พวกเขาได้ไปอาศัยอยู่หรือไปเที่ยวกันจะมีนางฟ้าอาศัยอยู่เพื่อรักษาผืนป่าเหล่านั้นเพียงแต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะมองเห็นพวกเธอได้

แต่ใช่ว่าจะไม่มีใครสามารถที่จะมองเห็นได้เลยจะมีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ภูตเหล่านั้นจะออกมาให้เห็นโดยภูตป่าหรือแฟรี่เขาได้มองว่าคนๆนั้นเป็นคนที่ดีและเป็นคนที่มีจิตใจสะอาดเขาก็เลยปรากฎตัวออกมาให้เห็นเพื่อที่จะได้มาเล่นสนุกและให้พรคนๆนั้นนั่นเอง ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นความเชื่อที่คนยุโรปส่วนใหญ่เขาได้มีความเชื่อกัน

และเราเองก็เชื่อว่าหลยๆคนก็อาจจะตั้งคำถามเหมือนนกับที่เราได้ตั้งคำถามเอาไว้ในตอนแรกก็คือแล้วทำไมคนในปัจจุบันถึงไม่มีการเห็นภูตป่าหรือแฟรี่เลยทั้งๆที่เคยมีคนเข้าไปบุกป่าทั้งๆที่มีคนไปเที่ยวแต่ในปัจจุบันได้มีการเห็นน้อยมากหรือแทบไม่มีการเห็นเลยถ้าเอาในตามความเชื่อและตามข้อมูลที่เราไปหาข้อมูลมาได้ส่วนใหญ่แล้วเขาเชื่อกันว่าภูตป่าเหล่านี้จะมีคล้ายๆกับอีกหนึ่งมิติที่เขาได้อาศัยอยู่

 

 

สนับสนุนโดย  letou

ตํานานผีม้าบ้อง

Posted on 17 มิถุนายน 202017 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

              สำหรับตำนานผีม้าบ้องนั้นเป็นตำนานของไทยโดยเป็นตำนานที่เล่าเรื่องต่อๆกันมาในเขตทางภาคเหนือซึ่งบางคนก็เรียกผีม้าบ้อกนี่ว่าผีกะส่วนลักษณะอาการของผีม้าบ้องหรือผีกะนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกับผีปอบของจังหวัดในแถบทางภาคอีสานเป็นเหมือนลักษณะของการที่มนุษย์นั้นถูกผีเข้านั่นเอง แต่ความแตกต่างของผีกะหรือผีม้าบ้องนี้ก็คือหากมีการฝึกวิชาแก่กล้า

หรือแม้แต่มันมีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน มันก็จะมีการกลายเลเวลอัพเป็นผีม้าบ้องหรือที่เราเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่ามันจะกลายพันธุ์มาเป็นผีม้าบ้องนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพูดถึงม้าบ้องก็แสดงว่าร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของผีตัวนี้จะต้องเป็นม้าดังนั้นรูปร่างของผีม้าบ้องนั่นก็คือท่อนบนจะเป็นร่างกายเหมือนกับมนุษย์เลย

จะเป็นหญิงสาวที่มีความสวยงามแต่สำหรับขึ้นข้างล่างตั้งแต่เอวลงไปนั้นจะเป็นท่อนในรูปร่างของม้า ส่วนใหญ่แล้วคนทั่วไปมักจะไม่ค่อยได้เห็นผีม้าบ้องกันบ่อยมากนักส่วนมากจะเห็นแค่เพียงร่องรอยการเดินของมันรวมถึงเสียงร้องที่เป็นเสียงของม้าเท่านั้น ส่วนอาหารที่ผีม้าบ้องนั้นชอบกินก็คืออาหารที่มีกลิ่นคาวเส้นเลือดของสัตว์

  รวมถึงซากสัตว์ที่ตายแล้ว  และรกของเด็กแรกเกิด โดยผีม้าบ้องนั้นมักจะไปแอบซ่อนอยู่ตรงใต้บ้านที่จะมีหญิงสาวที่กำลังจะคลอดลูกออกมาเดินวันนั้นจะไปเฝ้าตั้งแต่ช่วงตอนประมาณ 19:00 นหรือก็คือตอนที่เริ่มพระอาทิตย์ตกดินโดยหลังจากที่มีใครคลอดลูกแล้วเมื่อมีคนนำรกเด็กไปทิ้งเมื่อเจ้ามาตัวนี้ก็จะรีบไปตรงที่ที่มีการทิ้งรกเด็กเอาไว้และทำการหยิบกินอย่างไม่หยุดยั้งซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาอย่างเป็นปริศนาธรรมให้ชาวบ้านคิดว่าอาจจะมีมาบ้างอยู่เป็นจริง

เพราะไม่ว่าเวลาที่มีใครนั้นคลอดลูกเช้าวันต่อมาเมื่อลงไปที่ใต้ถุนบ้านจะพบกับรอยกีบเท้าม้าขนาดใหญ่ อย่างที่เรารู้กันดีว่าปกตินั้นเวลาคนที่คลอดลูกแล้วจะนำรถเด็กไปจริงก็มักจะนำไปฝังไว้ใต้ดินโดยสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านที่มั่นใจว่าผีม้าบ้องนั้นมีจริงก็เพราะว่าพวกเขานั้นมักจะเห็นจุดที่ได้มีการฝังรกเด็กไว้นั้นมีร่องรอยของการถูกขุดออกไปและเมื่อเข้าไปดูก็พบว่ารถของเด็ก

ที่ได้ทำการฝังไว้นั้นหายไปเป็นปริศนามันทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าอาจจะมีกี่มาบ้างอยู่จริงๆไม่ว่าเรื่องนี้จะผ่านมานานสักแค่ไหนตราบใดที่ป่าแถวนั้นยังคงมีอยู่ก็จะยังคงมีซากศพของสัตว์ป่าที่ตายโดยเลือดของมันนั้นมักจะหายไปหรือแม้แต่เด็กที่ได้ทำการพึ่งคลอดมาใหม่ๆนั้นบางทีรถของเด็กนั้นก็จะหายไปเป็นปริศนาที่เดียวจำสุดท้ายเมื่อถึงผ่านมาถึงจุดปัจจุบันก็ยังไม่มีใครเคยพบกับมาบ้างตัวจริงได้ที่มันเป็นแค่ตำนานที่เล่าลือกันมาเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  sagame

ปริศนาศาสนาโบราณ

Posted on 14 มิถุนายน 202014 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

เมื่อในปี2013นักโบราณคดีก็ได้พบสิ่งที่ประดิษฐ์ที่ได้อยู่ใต้ทะเลสาบติติกากา ซึ่งมันได้ตั้งอยู่ในพื้นที่บริเวณทางฝั่งชายแดนของโบลิเวีย ซึ่งวัตถุโบราณที่ได้มีการค้นพบนั้น มันได้แสดงถึงศาสนายุคก่อนอาณานิคม โดยทีมเหล่านักโบราณคดีที่ได้พบเหรียญทองสองเหรียญที่มันได้แสดงขึ้นเทพที่มันได้มีรังสีที่เปล่งออกมาจากด้านใบหน้าและแผ่นที่ดูเป็นโลหะที่มันได้มีลาดลายที่เป็นสัตว์ลูกผสมกัน

ในระหว่างเสือพูม่าผสมเข้ากับลามาอีกทั้งก็ยังได้มีเศษซากของกระดูกที่เป็นของลูกลามาทั้งสามตัวที่มันได้ถูกบูชายัญเอาไว้ทั้งนี้ก็ยังได้รวมไปถึงเปลือกหอยที่เป็นธรรมดาอยู่อีกหนึ่งชิ้นและก็ยังมีเปลือกหอยอยู่อีกหลายชนิดที่มันได้มีหนามอีกห้าชิ้นจากนั้นในการค้นพบครั้งล่าสุดนี้มันก็ยังได้มีความหมายที่มัน

เนื่องมาจากพื้นที่ดังกล่าวมันได้อยู่ห่างไปจากที่อยู่อาศัยของหอยในบางชนิดที่มันได้มีหนามออกไปมากกว่า1,900กม. ซึ่งมันก็ยังได้บ่งบอกว่าผู้คนในภูมิภาคนี้ก็ยังได้มีการทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกับคนที่อยู่นอกพื้นที่ นอกจากนี้ การที่ได้ค้นพบสิ่งของที่มันมีค่าในช่วงยุคสมัยนั้นมันก็ยังได้เป็นเครื่องที่บ่งชี้อีกว่า คนที่อยู่ในกลุ่มคนพื้นที่นี้ได้มีความภักดีต่อศาสนาของพวกเขา

เป็นอย่างมาก โดยพวกเขาก็ยังได้กำจัดสิ่งของที่มีค่าทิ้งไปจากนั้นด้าน นักมานุษยวิทยา โฮเซ เอ็ม. คาปรีเลส จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตท และผู้ที่ได้ร่วมเขียนรายงานที่ได้เปิดเผยในการค้นพบในครั้งนี้ โดยยังได้กล่าวถึงความสำคัญของศาสนา สำหรับการก่อตั้งสังคมขึ้นมาใหม่ทั้งนี้พวกเขาก็ยังได้กล่าวอีกว่า “เทพของผู้คนเหล่านี้ที่เขาได้สร้างขึ้นมานั้น

มันก็จะได้กลายมาเป็นสถาบันที่จะคอยควบคุมพฤติกรรมของผู้คน” จากนั้นนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีพวกเขาต่างก็ได้เชื่อกันว่าศาสนาใหม่ที่ไม่ได้มีการปรากฏชื่อนี้ซึ่งมันก็ยังได้มีบทบาทที่สำคัญในการเพิ่มจำนวนเหล่าประชากรของชาว ตีวานากุ เมื่อในปี2019 พวกเขาก็ได้ทำการตีพิมพ์ข้อมูลลงในวารสารสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ที่ได้มีการกล่าวถึงรายละเอียดการค้นพบในปี2013 พอล โกลด์ตีน นักโบราณคดี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แซนดีเอโก ได้กล่าวว่า “ตีวานากุ เป็นอาณษจักรของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่เคยได้ยินมากก่อน”นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ตีวานากุ ได้เจริญเติบโตและเฟื่องฟูจนอาณาจักรของพวกเขาล่มสลายลงในปี ค.ศ.1,000

โดยอาณาจักรนี้ได้ครอบคุมบางส่วนของโบลิเวีย ชิลี และ เปรู ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด อีกทั้งชาว ตีวานากุ ไม่ทิ้งร่องรอยของทางการทหารที่สำคัญใดๆไว้เลย จึงเชื่อว่า พวกเขาอาจจะมุ่งเน้นไปที่ศาสนา และการทำการค้ามากกว่าลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขาได้รับการเก็บรวบรวมมานานหลายปีแต่สำหรับในเรื่องลายละเอียดในเรื่องของศาสนาและวิธีที่ทำให้เขาพิชิตพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดขนาดนั้นได้ยังเป็นปริศนาจนมาถึงในปัจจุบัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก

อุโมงค์ลึกลับในยุคชาวแอซเท็ก

Posted on 13 มิถุนายน 202013 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

ในตลอดปี2019ที่ผ่านมาก็ได้มีการค้นพบสิ่งต่างๆมากมายที่ทำให้เราได้เรียนรู้และได้เข้าใจหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปีที่ผ่านมาแล้วก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่ได้มีการค้นพบทางโบราณคดีอีกมากมายอยู่หลายอย่าง ซึ่งในการเรียนรู้ทางโบราณคดีเหล่านี้

นอกจากจะเป็นการไขปริศนาและประวัติศาสตร์ต่างๆที่พวกเราอาจจะยังไม่เข้าใจหรือเพื่อยืนยันความเข้าใจที่ได้มีมาก่อนหน้านี้สิ่งเหล่านี้มันก็ยังได้เป็นกุจแกที่สำคัญในการชี้ทางให้กับมนุษยชาติว่าพวกเราทำควรที่จะก้าวหน้าต่อไปและเรื่องราวต่อไปนี้มันคือเหตุการณ์ที่ได้มีการค้นพบทางโบราณคดีในปี2019ที่ผ่านมาอุโมงค์ลับ

ในบรรดาสิ่งก่อสร้างที่โลกลืมซึ่งได้มาค้นพบกันใหม่อีกครั้งในปีนี้ที่ที่โดดเด่นและมีความน่าทึ่งมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นอุโมงค์ลับในยุคอารยธรรมแอซเท็กที่ได้มีความเก่าแก่มากที่สุดถึง600ปี โดยคนงานในเมืองที่ได้อยู่ไกลกับเมืองหลวงของเม็กซิโกได้เป็นผู้ขุดค้นพบในขณะที่กำลังจะเตรียมพื้นถนนเพื่อก่อสร้างป้ายจอดรถประจำทางและในการตรวจสอบของนักโบราณคดีก็ยังได้พบอีกว่าอุโมงค์นี้

มันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบอุโมงค์การระบายน้ำที่สร้างขึ้นโดยจะมีสัญลักษณ์ของเทพที่ได้เป็นเทพแห่งสายฝนสายฟ้าและความอุดมสมบูรณ์ที่ได้ปรากฎอยู่บนรูปสลักหินและภาพวาดบนฝาผนังอุโมงค์ด้วย ซึ่งชาวแอซเท็กนั้นได้ขึ้นชื่อในเรื่องทางด้านวิศวะกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการชนลประทานการบริหารจัดการน้ำและการสร้างเกาะลอยที่มีขาดใหญ่

อยู่กลางทะเลสาปเชื่อกันว่าอุโมงค์ระบายน้ำที่มีการค้นพบล่าสุดนี้ได้สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิแอซเท็กในช่วงกลางศตวรรษที่15ซึ่งได้เป็นยุคที่จักรวรรดิแอซเท็กได้มีการปฏิรูในหลายๆด้านจนได้มีความมั่งคั่งและเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิมน้ำในเขื่อนแห่งวังศ์โบราณโพล่ขึ้นที่อีรักความแห่งแร้งผิดปกติในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้

จึงทำให้ระดับน้ำในเขื่อนมูซูนทางตอนเหนือของอีรักได้ลดลงเป็นอย่างมากจนได้เห็นซากของวังโบราณแห่งหนึ่งที่มันได้จมอยู่ใต้น้ำมานานอยู่หลายสิบปีทีมนักโบราณคดีของอีรักและเยอรมันจึงได้ใช้โอกาสนี้ได้เข้าไปทำการขุดค้นสำรวจจนพบว่าอาจจะเป็นซากของเมืองโบราณซาคิคูส่วนหนึ่งของอาณาจักรมิตาณีของชาวฮิไทซึ่งได้แพรอิทธิพลมาตั้งแต่ตุรกีไปจนถึงซีเรียและอีรักตอนเหนือ

 

ขอขอบคุณที่ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนัน บาคาร่า