เรื่องสัตว์ประหลาดที่เข้าโจมตีเรือยูบี85ที่มันฟังดูน่าเหลือเชื่อ

Posted on 27 เมษายน 202027 เมษายน 2020Categories ตำนานTags ,

หากลองย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนเมษายน1918ในระหว่างที่เรือลาดตระเวนของประเทศอังกฤษที่กำลังล่องอยู่บนท้องทะเลของแอตแลนติกเหนือ เนื่องจากว่าเรือลาดตระเวนลำนี้ก็ได้พบเจอกับเรือดำน้ำยูบี85ของประเทศเยอรมนีที่กำลังได้แล่นอยู่บนท้องทะเลโดยที่ไม่คาดคิดแต่ถึงอย่างไรเมื่อเรือทั้งสองนี้เมื่อได้เข้ามาเจอกันก็จะต้องโจมตีระเบิดใส่กัน

จากนั้นเสียงจากการโจมตีกลับไม่มีเลยซักนิดเดียวและไม่มีการโจมตีเกิดขึ้นและสิ่งที่มันได้แปลกไปกว่านั้นก็คือบรรดาลูกเรือยูบี85 พวกเขาได้ยืนเรียงแถวกันพร้อมที่จะทำการมอบตัวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยที่ไม่มีขัดขืนอะไรทั้งนั้น เนื่องจากนี้การพบเรือยูบี85 และมันก็ต้องทำให้เรือที่ได้ลาดตระเวนของประเทศอังกฤษนั้น

จะต้องตะลึ่งกันอย่างมาก เนื่องจากปกติแล้ว เรื่องดำน้ำดังกล่าวมันจะไม่ขึ้นมาให้เห็นบนผิวน้ำเลยในตอนกลางวันอีกทั้งมันจะเป็นไปได้หรือว่าลูกเรือทั้งหมดนั้นคิดที่จะยอมมอบตัวกันอย่างโดยดีจากนั้นทางเจ้าหน้าที่เองก็ได้นำเอาตัวของกัปตันที่ได้เป็นกัปตันของเรือยูบี85และได้นำเอาตัวลูกเรือที่เหลืออยู่นำเอามาสอบสวน

จากนั้นด้านกัปตันเรือดังกล่าวก็ยังได้กล่าวอีกว่าในวันก่อนที่พวกลูกเรือนั้นจะคิดมอบตัวเรือของกัปตันได้ถูกสัตว์แปลกประหลาดได้พุ่งเข้ามาโจมตีที่เรือของเขาในจังหวะที่เรือยูบี85ได้ทำการชาร์จไฟที่บนผิวน้ำแต่ถึงอย่างไรก็ตามกัปตันเรือไม่สามารถที่จะกล่าวได้ว่ารูปลักษณะของมันนั้นเป็นอย่างไรเพราะตัวของเขาเองไม่เคยพบเห็นสัตว์ประหลาดตัวนี้มาก่อนเลยทั้งชีวิต

เนื่องจากเจ้าสัตว์ตัวนี้มันได้มีดวงตาที่ใหญ่ที่มีตำแหน่งไม่เหมือนกับสัตว์ชนิดต่างๆเพราะดวงตาของมันนั้นอยู่ที่กลางหน้าผากและมันยังมีสิ่งที่ดูคล้ายเหมือนอยู่ที่กลางหัวของมันอีกด้วยหากเจ้าสัตว์แปลกตัวนี้ได้อ้าปากฟันของมันนั้นก็จะสะเทือนกันแสงและยังสามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจอ

แต่ถึงอย่างไรเจ้าสัตว์แปลกตัวนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะบอกชนิดของมันได้จากนั้นมันก็กำลังโจมตีที่เรือของกัปตันที่มันได้ใช้ลำตัวของมันนั้นกดไปที่ตัวเรือเพื่อจะทำให้เรือนั้นจมสู่ใต้ท้องทะเลและเมื่อมันได้เข้าโจมตีที่เรือของกัปตันจากนั้นลูกเรือก็ได้ใช้อาวุธยิงเขาไปที่ตัวสัตว์ประหลาดจากเหตุการณ์ที่ได้ยิงกับอยู่นานสัตว์ดังกล่าว

มันก็ได้หายไปในที่สุดนอกจากนี้ลำเรือและก็ลูกเรือไม่มีใครที่ชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นเลยแม้แต่คนเดียวแต่ถึงอย่างไรก็ตามเรือดำน้ำยูบี85ก็ได้รับความเสียหายที่ด้านข้างของเรือและบนด่านฟ้าอย่างรุนแรงและจึงไม่สามารถที่จะทำการดำน้ำได้จากนั้นก็ได้มีลำเรือของประเทศอังกฤษได้มาพบเข้าในเวลาต่อมา

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  ทางเข้าbk8

ตำนานผีไม่มีหน้า ตำนานผีญี่ปุ่น

Posted on 10 เมษายน 202010 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าผีไม่มีหน้าคือปีศาจโยไค  ซึ่งผีชนิดนี้จะมีรูปร่างเหมือนกันคนทุกอย่างต่างกันตรงที่ว่าผีไม่มีหน้าจะไม่มีส่วนไหนบนใบหน้าปรากฏเลยไม่ว่าจะเป็นปากตาหรือแม้แต่จมูกด้านหน้าจะเป็นผิวเข้มๆคล้ายๆเหมือนผิวของใครโดยมีการเชื่อกันว่า ผีไม่มีหน้านั้นก็คือตัวแล็คคูณนั้นเอง หรือชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า ทานุกิ 

โดยมีการเชื่อกันว่าสัตว์เหล่านั้นมีการแปลงร่างเป็นผีไม่มีหน้าเพื่อที่จะใช้ในการขับไล่มนุษย์เพื่อไม่ให้มนุษย์มารบกวนพวกมัน สมัยโบราณว่ากันว่าผู้คนต่างมักจะถูกผีไม่มีหน้าหลอกหลอนแต่ไม่เคยมีใครเลยที่จะถูกมันทำร้าย โดยมีการเล่ากันว่าก่อนที่พวกมันจะหลอกหลอนพวกมนุษย์นั้นพวกมันจะกลายร่างเป็นคนแล้วมาอยู่ใกล้ๆกับมนุษย์ก่อนหลังจากนั้น

เมื่อมนุษย์เผลอพวกมันจะมีการแปลงร่างให้ใบหน้าหายไปเหลือแต่ผิวเกลี้ยงๆเพื่อหลอกหลอนมนุษย์ ให้ตกใจแล้ววิ่งหนีไป  มีเรื่องเล่าในสมัยโบราณว่า มีชาวประมงขี้เกียจที่เคยจะไปจับปลาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อเอามาขาย โดยชาวประมงคนดังกล่าวเดินทางไปจับปลาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์คนเดียว ใครห้ามก็ไม่ฟัง

และเมื่อเขาเดินทางมาถึงที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาก็พบกับหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาห้ามเขาไม่ให้ตกปลาในบ่อน้ำดังกล่าว แต่ชายประมงก็ไม่สนใจฟังจะตกปลาให้ได้ทำให้หญิงคนดังกล่าวกลายร่างเป็นผีไม่มีหน้าหลอกชาวประมงคนดังกล่าวและถึงแม้เขาจะวิ่งหนีมาถึงที่บ้านแต่ผีไม่มีหน้าก็ยังตามมาหลอกที่บ้านอีกด้วย 

ตำนานของประเทศญี่ปุ่นมักจะเล่ากันว่า ใครก็ตามที่ออกมานอกบ้านในตอนกลางคืนมักจะเจอกับผีไม่มีหน้าคอยหลอกผู้คน จึงทำให้ในสมัยโบราณผู้คนต่างนิยมไม่ออกนอกบ้านกันในตอนกลางคืนซึ่งเรื่องเล่านี้มีการเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบันก็ยังมีการเล่าให้กับเด็กฟัง แต่ในปัจจุบันนี้ก็ไม่เคยมีใครที่จะเคยเจอกับผีไม่มีหน้าอีกเลย

ซึ่งหลายคนก็มองว่าตำนานผีไม่มีหน้านั้นอาจจะมีการแต่งเรื่องกันขึ้นมาเพื่อเป็นกุศโลบาย ไม่ให้คนออกนอกบ้านในยามค่ำคืน เพราะตอนกลางคืนมักจะมีอันตราย จึงได้มีการแต่งเรื่องให้ผู้คนหวาดกลัวจะได้ไม่ต้องออกจากบ้านในตอนกลางคืนกัน ในปัจจุบันตำนานผีไม่มีหน้า LINE มาเป็นนิทานให้เด็กๆได้ฟังก่อนนอนรวมถึงสร้างเป็นการ์ตูนให้เด็กๆได้ชมเพื่อความบันเทิงและในปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครที่จะกลัวผีไม่มีหน้าอีกต่อไป 

ตำนานผีแม่หม้าย

Posted on 7 เมษายน 20204 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

   เรื่องของผีแม่หม้ายนั้นเป็นเรื่องเล่าที่มีการเล่าขานกันมาอย่างยาวนานและถึงแม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้คนที่มีความเชื่อว่ามีผีแม่หม้ายมาเอาชีวิตชายหนุ่มในหมู่บ้านไป 

เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีแม่หม้ายนั้นมักจะเกิดขึ้นทางภาคอีสานด้วยความลึกลับนี้มักจะเกิดขึ้นตามหมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านชนบทส่วนใหญ่โดยมีความเชื่อกันว่าหมู่บ้านไหนที่มีผู้ชายตายติดต่อกันหลายๆคนงั้นแสดงว่ามีผีแม่หม้ายออกอาละวาดมาเอาตัวชายหนุ่มในหมู่บ้านไปทุกคนจะต้องมีการหาวิธีการที่จะแก้ไขไม่ให้ผีแม่หม้ายมานำชีวิตของผู้ชายในหมู่บ้านไปได้สำหรับความลึกลับนี้มักจะพบว่าผู้ชายในหมู่บ้านที่ตายมักจะมีอายุราวๆ 20 ปีถึง 50 ปีเท่านั้น

และเมื่อใดก็ตามที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าผีแม่หม้ายอาระวาดผู้ชายในหมู่บ้านก็มักจะเสียชีวิตกันอย่างต่อเนื่องโดยส่วนใหญ่จะมีอาการไหลตายนั่นก็คือนอนหลับในตอนกลางคืนตื่นเช้ามาชายหนุ่มเหล่านั้นก็จะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยซึ่งอาการนี้ชาวบ้านต่างก็เรียกว่าอาการไหลตายโดยเชื่อกันว่าผีแม่หม้ายมาเอาวิญญาณชายหนุ่มเหล่านี้ไปหลายหมู่บ้านได้มีวิธีการที่จะแก้ไขไม่ให้ผีแม่หม้ายมาเอาตัวชายหนุ่มของบ้านของตนเองไป

ซึ่งบางครั้งหากมีเหตุการณ์ผีแม่หม้ายอาระวาดบางบ้านก็จะนำป้ายมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านเขียนว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิง   หรือบางๆก็จะมีการนำปลัดขิกมาห้อยไว้ที่หน้าบ้านซึ่งเมื่อผีแม่หม้ายมาเห็นปลัดขิกมันก็จะเอาปลัดขิกไปแทนโดยชายเจ้าของบ้านก็จะไม่เสียชีวิต ซึ่งบางหมู่บ้านก็จะใช้วิธีการนำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านซึ่งก็ถือว่าหากผีแม่หม้ายมาอยู่ที่บ้านใครและเห็นเสื้อสีแดงแขวนอยู่แสดงว่าบ้านนั้นไม่มีผู้ชายผีแม่หม้ายก็จะไม่เอาชีวิตคนในบ้านมันไป

  ซื้อเสื้อสีแดงที่มีการแขวนนั้นจะต้องเป็นเสื้อผ้าใหม่หากเป็นเสื้อผ้าเก่าที่เคยใช้แล้วก็จะไม่สามารถหลอกผีแม่หม้ายได้เช่นเดียวกันและยังเคยพบว่าบางคนมีความเชื่อว่าหากผู้ชายคนไหนทาเล็บผีแม่หม้ายก็จะไม่มาเอาชีวิตไปเช่นเดียวกันเพราะว่าผีแม่ม่ายจะเข้าใจว่าชายหนุ่มที่ทาเล็บนั้นไม่ใช่ผู้ชายแต่เป็นสาวประเภทสอง

ดังนั้นผีแม่หม้ายจะไม่มารับตัวเหล่านี้ไปซึ่งวิธีการแก้เคล็ดผีแม่ม่ายนั้นมีมากมายหลายวิธี แล้วแต่ว่าหมู่บ้านไหนจะมีความเชื่อและมีการทำต่อๆกันมาเป็นแบบไหนหรือบางคนผลักล้มหน้าก็จะมีการนำวิธีการที่เคยได้ยินว่าเป็นการไล่ผีแม่หม้ายมาใช้กับตัวเองซึ่งบางบ้านก็ทั้งแขวนเสื้อสีแดงทั้งทาเล็บแดงรวมถึงทั้งแขวนปลัดขิกเนื่องจากเกรงกลัวว่าผีแม่หม้ายจะมาเอาชีวิตไปไปในทางความเป็นจริงตามหลักของทางวิทยาศาสตร์แล้ว

มีความเชื่อกันว่าคนส่วนใหญ่ที่นอนหลับแล้วตายไปแสดงว่าร่างกายอาจจะมีอาการขาดน้ำกะทันหันซึ่งวิธีการแก้ไขมักการนิยมให้คนกินน้ำก่อนที่จะนอนเพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่ขาดน้ำในช่วงที่นอนหลับ 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนเรื่องราวโดย  entaplay

ตำนานพระพูดได้ ที่วัดศรีชุม

Posted on 4 เมษายน 20203 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

     ที่จังหวัดสุโขทัยมีวัดแห่งหนึ่งชื่อว่าวัดศรีชุมซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยมีประวัติอันยาวนานเกี่ยวกับการที่พระนเรศวรได้ยกทัพไปสู้รบกับข้าศึกไม่ว่าจะเป็นกับคนไทยด้วยกันหรือกลับพวกพม่ารามัญที่บุกมารุกรานประเทศไทยโดยที่วัดศรีชุมนี้จะมีตำนานเล่าขานต่อๆกันมาถึงความอัศจรรย์ของพระพุทธรูปองค์หนึ่งชื่อว่าพระพุทธอจนะ 

ซึ่งปัจจุบันพระพุทธอจนะยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชุมและถือเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยปัจจุบันวัดศรีกรุงอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยมีผู้คนมากมายเดินทางเข้าไปกราบไหว้พระพุทธอจนะกันอย่างไม่ขาดสายซึ่งมีเสียงเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธอจนะกันมากมายรวมถึงการที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมความสวยงาม

ทางประวัติศาสตร์และความสวยงามของสถานที่ในอุทยานมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพระพุทธอจนะที่วัดศรีชุมว่าในครั้งหนึ่งในสมัยที่พระนเรศวรจะต้องเดินทางไปสู้รบกลับเมืองอื่นๆซึ่งเป็นเมืองของคนไทยด้วยกันเองทหารส่วนใหญ่ไม่มีกะจิตกะใจที่จะออกไปสู้รบ  เพราะไม่อยากฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

แต่พระนเรศวรเห็นว่าถ้าหากไม่ออกไปทำร้ายข้าศึกศัตรูแล้วบ้านเมืองที่พระนเรศวรดูแลอยู่ก็จะถูกข้าศึกศัตรูเข้ามาทำร้ายตัวเองจึงได้ออกอุบายเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารทั้งหลายได้มีกำลังใจที่ออกไปสู้ข้าศึกศัตรูในครั้งนี้โดยมีการนำทหารมาอยู่ที่บริเวณวัดศรีชุมเพื่อทำการไหว้สักการะพระพุทธอจนะก่อนที่จะเดินทางไปออกศึกและขณะเดียวกันพระนเรศวรก็ได้ให้ทหารนายนึงไปยืนอยู่ด้านหลังพระพุทธอจนะ

และระหว่างที่เหล่าทหารทำการกราบไหว้พระพุทธอจนะทหารคนที่อยู่ด้านหลังพระพุทธอจนะ ก็จะให้พรเหล่าทหารทั้งหลายที่อยู่ด้านหน้าเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารที่อยู่ด้านหน้าพระพุทธอจนะได้ออกไปสู้รบกับข้าศึกศัตรูอย่างอาจหาญ ซึ่งเหล่า ทหารที่อยู่ด้านหน้าพระพุทธอจนะต่างก็คิดกันว่าพระพุทธอจนะพูดได้

จึงพากันในการที่จะออกไปสู้รบกับข้าศึกศัตรูในครั้งนั้นเป็นอย่างมากซึ่งทางที่จริงแล้วนี่เป็นเพียงกลอุบายของพระนเรศวรที่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารกล้าเท่านั้นเองและตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตำนานของพระพุทธรูปพูดได้ที่วัดศรีชุมก็มีการเล่าขานตั้งแต่นั้นจนมาถึงปัจจุบันซึ่งที่วัดศรีชุมแห่งนี้เคยเป็นวัดที่มีการจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

มากมายเช่นพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดแห่งนี้ชาวบ้านและประชาชนต่างก็มากราบไหว้บูชาพระพุทธอจนะซึ่งถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุโขทัยเลยทีเดียวเรียกได้ว่าวัดศรีชุมเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมายาวนานในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและเป็นวัดที่อยู่ในช่วงประวัติศาสตร์ของการทำศึกสงครามกับข้าศึกศัตรู

 

ให้การสนับสนุนโดย  9luck

ข้อที่แท้จริงของคำว่ายากูซ่า

Posted on 26 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

คุณอาจจะเคยสงสัยกับคำว่ายากูซ่าของกลุ่มคนผู้ที่มีอิทธิพลมืดในประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นจากการ์ตูนภาพยนตร์หรือว่าตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และในวันนี้เราจะพาคุณมารู้จัดกับสิ่งที่เกี่ยวกับความจริงกับยากูซ่าที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

ที่มาของคำว่า ยากูซ่า 

คำว่ายากูซ่า มีที่มากจากการเล่นไพ่โออิโช คาบุ ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งก็ได้มีกติกาอยู่ว่าให้ผู้เป็นในแต่ละบุคคลนำตัวเลขที่ได้มีอยู่บนไพ่นำเอามาบวกกับแล้วนำเอาตัวเลขตัวสุดท้ายเอามานับเป็นคะแนน ยกตัวอย่างเช่น อาจว่าคุณหยิบได้ไพ่หมายเลข 8 9 และ 3 จะมีผลรวมเท่ากับ 20 ซึ่งหมายความว่าตอนนี้คุณมีเพียง 0 คะแนนเท่านั้นและมันก็แย่มากๆโดยที่การนับเลขแบบญี่ปุ่นดั่งเดิมจะอ่านออกเสียง 8 9 และ 3 ว่า ยา กู และ ซ่า ตามลำดับและเหตุผลที่พวกเขานั้นได้เรียกว่า ยา กู ซ่า นั่นก็เป็นเพราะว่าคนที่ถือไพ่ชุดนี้จะต้องมีความสามารถสูงและเก่งกาจจริงๆเท่านั้นจึงจะสามารถที่จะพลิกสถานการณ์เป็นผู้ชนะได้

ยุคแรกเริ่มของ ยากูซ่า แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีใครที่จะสามารถฟันธงได้อย่าง100%ว่ายากูซ่าได้มีจุดกำเนิดมาอย่างไรแต่ก็มีนักวิชาการบางกลุ่มได้สันนิษฐานว่า ยากูซ่า นั้นได้มีกำเนิดมาจากคนรับใช้ของโชกุน หรือ ที่เรีกกันว่า ฮาตาโมะ ยักโกะ และในปีศตวรรที่17 ได้เกิดความวุ่นวายในทางการเมืองในประเทศญี่ปุ่นจึงได้ทำให้กลุ่มที่ได้อ้างตัวเองว่าเป็นผู้ที่รับใช้โชกุลและได้ออกมาประกาศตัวว่าพวกเขาได้เป็นพวกผู้ที่รักษากฏระเบียบและได้ปกป้องทุกคนจากภัยอันตรายและนั่นจึงได้ทำให้พวกเขานั้นได้เรียกเก็บเงินจากกลุ่มของชาวบ้านเพื่อที่จะเป็นค่าตอบแทน

การปกครองภายในแก๊งยากูซ่า และในการที่คุณนั้นจะได้เข้ามาเป็นสมาชิกของแก๊งยากูซ่าได้นั้นก่อนอื่นเลยคุณก็จะต้องตัดขาดความสัมผัสทั้งหมดออกจากครอบครัวของคุณจากนั้นคุณเองก็จงมอบความจงรักภักดีทั้งหมดให้กับหัวหน้าแก๊งและคุณจะต้องคิดว่าสมาชิกภายในแก๊งนั้นคือคนในครอบครัวและสุดท้ายคุณเองก็จะต้องงเชื่อฟังคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าคุณโดยในครอบครัวของยากูซ่านี้จะมีการปกครองอย่างมีลำดับขั้น ซึ่งได้มี โอยะบุนเป็นผู้นำที่สูงสุด รองลงมาก็จะเป็น วาคากาชิระ ที่เป็นผู้ที่สั่งการระดับภูมิภาค จากนั้นก็จะเป็นระดับ เคียวได หรือ ผู้ที่เป็นะระดับปกครองระดับท้องถิ่น และ โคบุนที่ได้เป็นลูกน้องระดับล่างสุด

การเดินทางไปเกาะที่ใช้เวลาเดินทางนานที่สุดในสมัยก่อน

Posted on 22 มีนาคม 202022 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

เราลองมาย้อนในการเดินทางในอดีตกันก่อนและนี่มันคือแผนที่ในปี1914มันเป็นราลละเอียดของเวลาการเดินทางไปยังที่ต่างๆทั่วโลกถ้าเราคิดง่ายๆว่าให้เมืองลอนดอนเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเราจะเห็นได้ว่าในการเดินทางในทวีปยโรปในส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ5วันขณะที่ดินทางจากลอนดอนไปยังแทบรัฐเซีย

จะต้องงใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ5/10วันด้วยกันและถ้าหากว่าเรานั้นอยากจะเดินทางไปยังทวีปแอฟริกาอย่างเช่นเมืองUnited States มันก็จะต้องใช้ระเวลาในการเดินทางประมาณ10/20วันด้วยกันแล้วถ้าหากว่าจะต้องการเดินทางไปไกลหน่อยอย่างเช่นทวีปออสเตรียการเดินทางไปยังAustraliaก็อาจจะใช้ระยะเวลานานถึงประมาณ40วันด้วยกัน ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในการเดินทางไปยังทวีปต่างๆยกเว้นยุโรปนั้นมันก็จะต้องใช้เวลาในการเดินทางกินระยะเวลากันเป็นเดือนเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตามในการเดินทางในระยะปัจจุบันได้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางที่สั้นเป็นอย่างมากโดยการเดินทางไปยังทวีปยุโรปส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวันเท่านั้นแม้กระทั่งการเดินทางไปยังซานฟรานซิสโก ซึ่งเมื่อประมาณ100ปีที่ผ่านมาจะต้องใช้เวลาในระยะเวลาการเดินทางประมาณ20วันแต่ในปัจจุบันจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณครึ่งวันเท่านั้นเช่นเดียวกันกับการเดินทางไปยังซิดนีย์ ซึ่งเมื่อก่อนจะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ40วันแต่สำหรับในปัจจุบันได้ใช้ระยะเววลาในการเดินทางประมาณ1วันเท่านั้นเองและยังต้องของขอบคุณในการเดินทางทางอากาศทันสมัยใหม่ที่ได้ทำให้ก่นเดินทางรอบดลกนั้นสามารถที่จะทำได้ง่ายและเดินทางได้ง่ายและยังสะดวกสบายรวดเร็วเป็นอย่างมาก

แต่ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเดินทางไปรวดเร็วและไว้มากขึ้นเท่าไรแต่เขาก็ยังมีสานที่ที่บางที่ที่เราจะสามารถที่จะเข้าไปถึงได้อย่างง่ายๆอยู่ดีอย่างเช่นเกาะ Pitcairn lsland ซึ่งได้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรมันได้ตั้งอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกที่บนเกาะแห่งนี้ได้มีผู้คนอาศัยอยู่บนเกาะประมาณ49คนและยังได้มีระยะทางที่ห่างจากเกาะที่ไกล้ที่สุดมากกว่า100กิโลเมตรหากว่าใครที่ยังไม่มีที่ดินเพื่อนก็สามารถที่จะย้ายเข้ามาอยู่ ณ ที่เกาะแห่งนี้ได้

ซึ่งทางการจะอนุญาติให้เพื่อนๆสามารถที่จะจับจองที่ดินและจัดการสร้างบ้านได้ตามที่คุณนั้นต้องการได้เลยและบนเกาะแห่งนี้จะมีสภาพอากาศที่มีลักษณะเหมือนกับเกาะทางเขตร้อนทั่วๆไปเพียงแต่ว่าที่นี่ไม่มีสนามบินอยู่บนเกาะดังนั้นในการเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ก็จะต้องเดินทางมายังทางเรือเท่านั้นอีกทั้งเที่ยวเรือที่มายังเกาะแห่งนี้ก็ไม่ค่อยจะมีสะด้วย

ตำนานไอ้ไข่   เด็กวัดเจดีย์ 

Posted on 15 มีนาคม 202015 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

 เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักไอ้ไข่ แห่งวัดเจดีย์กันเป็นอย่างดี ยิ่งคนที่นิยมไปขอหวยตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างต่างแล้วละก็ไม่น่าจะพลาดที่จะไม่รู้จักกับไอ้ไข่ แน่นอน เพราะเสียงเล่าลือถือไอ้ไข่นั้นเป็นผู้ที่ให้โชคลาภกับชาวบ้านที่เดินทางไปกราบไหว้ขอพร และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้หวยแม่น ที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

สำหรับไอ้ไข่นั้นอยู่ที่วัดในจังหวัดจังหวัดนครศรีธรรมราช 

ซึ่งชื่อว่าวัดเจดีย์ โดยวัดนี้มีตำนานเล่าว่ามีอายุมามากกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงแค่เจดีย์เก่าเก่า รกร้างอยู่ในบริเวณที่กำลังสร้างโบสถ์อยู่ในปัจจุบันนี้นั่นเอง และเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านได้ร่วมกันบูรณะเจดีย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งและหลังจากนั้นก็มีพระเดินทางมาประจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ซึ่งทำให้ที่วัดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ให้ชาวบ้านได้เดินทางมาทำบุญ ร่วมกันและที่วัดแห่งนี้ จะมีพ่อท่าน

ซึ่งพ่อท่านในที่นี้คือ พระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่ โดยพบว่ามีอายุมาตั้งแต่สมัยที่วัดแห่งนี้ยังเป็นวัดร้างอยู่เลย ซึ่งอายุก็ราวราวร้อยกว่าปีมาแล้วเช่นกัน  และสำหรับประวัติของไอ้ไข่ แห่งวัดเจดีย์นั้นคือรูปไม้แกะสลักเป็นรูปเด็กชาย ที่มีอายุราวราวประมาณ 9-10 ขวบ ที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดเจดีย์ โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในบริเวณที่วัดแห่งนี้ ซึ่งไอ้ไข่ได้เป็นที่เคารพและสักการะ บูชาของชาวบ้านมาเนิ่นนานแล้ว

โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าขอได้ ไหว้รับโดยเฉพาะชาวบ้านมักจะมาขอไอ้ไข่เรื่องโชคลาภและการค้าขาย ตำนานของไอ้ไข่วัดเจดีย์นั้นมีมากมายหลายตำนาน แต่ที่จะเล่าวันนี้คือ มีชาวบ้านเล่าว่า ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านมักจะเห็นว่ามีเด็กมาวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณวัด แต่เมื่อชาวบ้านพากันเข้าไปดูใกล้ใกล้ก็ไม่เจอใคร จึงพากันเรียกเด็กที่ปรากฏร่างนั้นว่าเด็กวัด โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญาณที่สถิตอยู่ทีวัดแห่งนี้ วิญญาณของไอ้ไข่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร

เพียงแค่จะมาหยอกล้อเล่นเท่านั้น ชาวบ้านมักจะพากันเดินทางมาบนบานขอร้องให้ไอ้ไข่คอยช่วยเสมอ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า ไอ้ไข่นั้นคือวิญญาณของเด็กชายที่ติดตามมากับหลวงพ่อทวดตอนที่หลวงพ่อทวดเดินทางมาธุดงที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่สมัยยังเป็นวัดร้าง โดยหลวงพ่อทวดรับรู้ได้ว่าที่วัดร้างแห่งนี้มีทรัพย์สินที่มีค่าอยู่ จึงให้วิญญาณไอ้ไข่ เฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของที่วัดแห่งนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา จนผู้คนมาบูรณะวัดและได้เจอกับความศักดิ์สิทธิ์ต่างจึงมากราบไหว้ขอพร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ประวัติของหลวงปู่มั่น

Posted on 7 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

   เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักหลวงปู่มั่น พระเกจิชื่อดังอันดับต้นต้นของประเทศ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย  หลวงปู่มั่นเป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องจากทางยูเนสโก ให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ทางด้านสันติภาพ ซึ่งประวัติของหลวงปู่มั่นนั้นมีการกล่าวถึงกันมายาวนานแล้ว วันนี้เราจะมาลองทวนข้อมูลเหล่านั้นให้ฟังกันอีกครั้งค่ะ

          พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต หรือที่ชาวบ้านรู้จักท่านดี ในนามหลวงปู่มั่น

ท่านเป็นพระที่เน้นการเดินธุดงค์เป็นพระป่า ที่เรียกเช่นนั้นเพราะว่า ท่านมักจะชอบเดินทางไปธุดงค์ปักกรดไปทั่ว ไม่อาศัยอยู่ในวัดเหมือนพระที่เน้นการเทศนา ไม่ใช่พระนักพูด ท่านชอบไปปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ปลีกวิเวกไปคนเดียว และยึดหลักธรรมคำสั่งสอนอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดด้วย จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธากับประชาชนโดยทั่วไป

               หลวงปู่มั่นท่านเริ่มบวชเรียนทางธรรมครั้งแรกเมื่อตอนที่อายุ 15 ปีโดยครั้งแรกนั้นท่านบวชเป็นสามเณรและร่ำเรียนธรรมะที่วัดบ้านคำบง โดยท่านมีจิตใจใฝ่ศึกษาในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่ามากแต่บวชเรียนได้เพียงแค่สองปีเท่านั้นโยมพ่อของท่านก็มาบอกให้ท่านสึกออกจากการเป็นสามเณร โดยมาขอร้องให้ท่านกลับไปช่วยกันทำงานที่บ้าน ดังนั้นท่านจึงจำเป็นต้องลาสิขา กับไปเพื่อช่วยโยมพ่อทำงาน แต่ด้วยท่านมีจิตใจที่ฝักใฝ่ที่จะเรียนรู้ในทางธรรมมากกว่าการอยู่กับทางโลก วันหนึ่งท่านได้มาเจอกับหลวงปู่เสาร์ ซึ่งเป็นพระธุดงค์ เดินทางมาปักกลดอยู่แถวบ้าน

ท่านจึงได้อาสาเข้าไปรับใช้หลวงปู่เสาร์ คอยดูแลและถวายตัวเป็นลูกศิษย์ และเมื่อหลวงปู่เสาร์เดินทางไปที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่านจึงได้ลาพ่อเดินทางมากับหลวงปู่เสาร์ด้วยและในปี 2463 ท่านจึงได้กลับไปบวชเป็นพระอีกครั้งโดยมีการบวชที่วัด เลียบโดยได้ชื่อทางธรรมว่า ภูริทตฺโต หลังจากบวชแล้วท่านก็ตามหลวงปู่เสาร์

ไปปลีกวิเวกธุดงค์ตามสถานที่ต่างต่างจนเดินทางมาถึงที่จังหวัดนคพนม จนมาจำพรรษา ที่พระธาตุพนม และได้ให้ความรู้กับชาวบ้านถึงพระธรรมคำสั่งสอนและยังบอกให้ชาวบ้านได้ทราบด้วยว่า พระธาตุพนม มีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในตอนนั้นชาวบ้านยังไม่รู้ว่าวัดธาตุพนมเป็นสถานที่เก็บอัจฐิธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อต่อมาภายหลังทราบจึงช่วยกันดูแลและมีการจัดประเพณีงานบุญต่างต่างมากมาย โดยการนำของหลวงปู่มั่น จึงเป็นเหตุให้พระธาตุพนมเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนับตั้งแต่นั้นมา

 

สนับสนุนโดย  BK8

ทะเลอารัล น้ำในทะเลทรายที่หายไปอย่างปริศนา

Posted on 5 มีนาคม 20204 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วทะเลอารัลเป็นทะเลที่สร้างรายได้ให้กับในพื้นที่มาช้านาน แต่แล้ววันหนึ่งทะเลกับแห้งสนิดไม่มีน้ำเหลือและได้กลายมาเป็นทะเลทรายอย่างที่เห็น ทะเลอารัลเป็นทะเลปิดที่ตั้งอยู่ในเอเชียกลางอยู่ในประเทศระหว่างประเทศคาซัคสถานกับสาธารณรัฐคาราคัลปัคสถานซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเอง

ของประเทศอุซเบกิสถานและในปัจจุบันนี้ในทะเลทะเลอารัลน้ำนั้นได้หายไปเยอะมากประวัติความเป็นมาของน้ำที่หายไปในทะเลทะเลอารัล ในปี1918รัฐบาลโซเวียตมีความคิดว่าพวกเขาจะสร้างโครงการเปลี่ยนเส้นทางนำของแม่น้ำสองสระและแม่น้ำสองสระที่ว่ามานี้มันคือแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงทะเลอารัลได้แก่แม่น้ำอามูดาร์ยาและแม่น้ำซีร์ดาร์ยา

โดยที่ทางโซเวียตจะสร้างชลประทานให้พื้นที่ทะเลทรายในการปลูกข้าวปลูกธัญพืชและปลูกฝ้ายซึ่งมันเป็นอีกหนึ่งของแผนการของสหภาพโซเวียตในช่วงของเวลานั้นเพื่อที่จะส่งเสริมการปลูกฝ้ายหรือทองคำขาวในช่วงเวลานั้นให่มันกลายมาเป็นสินค้าหลักส่งออกอย่างเป็นทางการแลพด้วยโครงการดังกล่าวนี้จะทำให้ประเทศอุซเบกิสถานกลายมาเป็นผู้ส่งฝ้ายรายใหญ่ที่สุดในโลกก่อนที่จะเริ่มการสร้างโครงการชลประทานขึ้นมา

ในอีก19ปีคือในปี1937แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่จะสร้างมันขึ้นมานั้นไม่ดีเพราะว่าคลองนั้นมันมีการรั่วซึมมากมายจนทำให้น้ำในคลองชลประทานได้หายไปกว่า75%เลยทีเดียวแต่ในอีก20ปีต่อมาคือในปี1957oheในทะเลอารัลนั้นก็ได้ลดแห้งไปเกิน20 ถึง 60ลูก บาส กิโลเมตรแถมน้ำส่วนใหญ่ที่ไหลลงไปสู่ทะเลแห่งนี้

ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นเส้นทางงอื่นและกว่าที่พวกเขานั้นจะรู้ตัวว่าน้ำในทะเลอารัลมันแห้งไปไหนหมดมันก็ได้กลายมาเป็นทรายไปเสียแล้วเพราะว่าน้ำในทะเลอารัลนั้นได้ลดลงไปปีหนึ่งเฉลี่ยละ20เมตรจนกระทั่งมาถึงในปี1960ในระดับเฉลี่ยน้ำทะเลพื้นที่แห่งนี้ก็ได้หายไปปีละ90เซนติเมตร

และในการน้ำในคลองชลประทานแห่งนี้ก็ได้มีการเพิ่มขึ้นทุกๆปีท้ายที่สุดแล้วในปี2000กว่าๆทะเลอารัลนั้นก็ไม่มีเหลืออะไรเอาทิ้งไว้ให้ลูกหลานและกับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เลยทั้งๆที่ในอดีตยังเคยมีการจากงานประมงกว่า40,000คนในช่วงที่มันยังอุดมสมบูรณ์อยู่และยังเคยจับปลาได้สูงถึง1ใน5ของโซเวียต

ถึงแม้ว่าการปลูกฝ้ายจะมีจำนวนมากขึ้นถึงสองเท่ารายได้ก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกันแต่มันก็ทำให้คนในพื้นที่นั้นได้รวยกันไปและในตอนนั้นผู้หรับผู้ใหญ่ในสหภาพโซเวียตต่างก็รู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเปลี่ยนแปรงเส้นทางของแม่น้ำแต่มันก็ไม่มีใครที่จะกล้าขัดขวางเลยสักคนเดียว

 

สนับสนุนโดย  nowbet

ปราสาทเขาพระวิหารและกัมพูชา

Posted on 2 มีนาคม 202029 กุมภาพันธ์ 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

คดีปราสาทพระวิหารระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทยซึ่งสารยุติธรรมระหว่างประเทศหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าศาลโลกนั้นได้มีคำพิพาทษาเมื่อวันที่15มิถุนายนคริสตศักราช1962พุทธศักราช2505ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชานับเป็นเวลาครบรอบ46ปีแล้วหลายคนที่ยังเกิดไม่ทันจึงยังไม่รู้และทราบในสภาพของสังคมในสมัยนั้นว่ามันมีประติกิริยาอย่างไรต่อผลของคำพิพาทษานี้

แม้ว่าคนไทยจำนวนมากจะเคยรับรู้เรื่องเหล่าของคดีพระวิหารมาบ้างแล้วก็ตามแต่รายละเอียดทั้งข้อเท็จจริงของคดีนี้ดูจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าไหร่นักเรื่องราวปราสาทพระวิหารก็ได้กลับมาเป็นที่สนใจของผู้คนอีกครั้งหนึ่งเมื่อปะเทศกัมพูชาได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกพิจารณาว่าปราสาทพระวิหารสมควรที่จะขึ้นทะเบียนเป็นมดรกโลกตามอนุสัญญาเกี่ยวกับการปกป้องวัฒนธรรมโลกและมรดกธรรมชาติภายหลังของการตัดสินของศาลโลกรัฐบาลไทยในขณะนั้นโดยท่าน จอมพล สฤษดิ์ ธนะรันต์ นายกรัฐมนตรีได้ปราศรัยกับประชาชนคนไทย

มีความว่าพี่น้องรวมชาติและมิตรของข้าเจ้าทั้งหลายตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือที่เรียกว่าศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่15มิถุนายนพุทธศักราช2505ให้ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชาและทางรัฐบาลได้ออกแถลงมาให้พี่น้องทราบเป็นลำดับนั้นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเฉพาะของตัวข้าพเจ้าถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะมันเป็นที่เกี่ยวกับผลได้ผลเสียของชาติอันเป็นเรื่องของแผ่นดินไทยซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้มาฝ่าผ่าคมอาวุธรักษาไว้

และตกทอดมาถึงรุ่นเราเนื่องจากในคำปราศรัยนี้เป็นที่สะสะเทือนใจพี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้าทราบดีว่าในส่วนลึกและหัวใจแล้วคนไทยผู้รับชาติทุกคนมีความเศร้าใจแสดงออกึงประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศเพื่อคัดคานคำพิพาทษาของโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นสิ่งที่ได้เห็นกันอยู่อย่างชัดเจนแล้วทั้งนี้มิใช่ว่าพวกเราจะนั่งนิ่งเฉยหรือท้อแท้ใจชาติไทยยอดทอดแท้ไม่ได้เราเคยสูญเสียประเทศมหาอำนาจที่ล่าอนานิคมมาแล้วหลายครั้งหากบรรพบุรุษของเรายอกท้อแท้เราจะเอาแผ่นดินที่ไหนมาอยู่กันได้จนถึงทุกวันนี้

เราจะต้องหาวิธีการสู่ต่อไปสำหรับกรณีปราสาทเขาพระวิหารซึ่งสารโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนันข้าพเจ้าได้ข้อทบทวนความเข้าใจกับเพื่อนรวมชาติทั้งหลายว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทยไม่ได้เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลกทั้งในข้อเท็จจริงกฏหมายระหว่างประเทศและหลักความยุติธรรมเมื่อเป็นดั้งนี้แม้รัฐบาลและประชาชนชาวไทยจะได้มีความรู้สึกเสียใจและเศ้ราใจเพียงใดในฐานะที่ประเทศไทยนั้นได้เป็นสหประชาชาติ