ตำนานองค์คุลีมาร ชายที่เป็นคนบาป

Posted on 3 สิงหาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

        หากใครเคยได้เรียนเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาในพระพุทธศาสนาแล้วละก็ ย่อมเคยได้ยินตามนานของชายคนหนึ่งซึ่งเป็นโจรใจบาปในสมัยอดีตกาล เขาเป็นคนที่แค่เอ่ยชื่อ ใครได้ยินต่างก็เกรงกลัว เป็นผู้ชายที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในประวัติของพระพุทธเจ้า

ซึ่งผู้ชายคนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็คือ องค์คุลีมาร จอมโจรใจบาปที่คิดจะฆ่าแม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลักษณะของโจรคนนี้จะมีการปล่อยเครารกรุงรัง และจุดเด่นของเขาก็คือ เขาจะมีสร้อยคอ ที่มีนิ้วมือของคนตายมาตัดห้อยเอาไว้ที่คอของเขา ซึ่งเราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับ ตำนานขององค์คุลีมารได้จากประเทศอินเดียซะส่วนมาก โดยที่ประเทศอินเดียนั้นเคยมีการสร้างรูปปั้นขององค์คุลีมารเอาไว้ด้วย 

    สำหรับเรื่องเล่าและตำนานเกี่ยวกับองค์คุลีมาร นั้นแต่เดิมเขาคือเจ้าชาย และเป็นคนฉลาดและรูปงาม เป็นคนที่ขยันร่ำเรียนวิชาหาความรู้ ด้วยตอนที่องค์คุลีมารเป็นหนุ่มนั้น เขาได้ไปร่ำเรียนวิชากับอาจารย์คนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น เขากลายเป็นศิษย์เอกของอาจารย์เลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่เขาเก่งและฉลาดทำให้เพื่อนที่มาร่ำเรียนวิชาด้วยกันเกิดความอิจฉา

จึงได้พยายามไปยุแยง เป่าหูพระอาจารย์ให้ไม่ชอบองค์คุลีมารและใส่ร้ายว่าองค์คุลีมาร อาจจะเป็นลูกศิษย์คิดล้างครูก็ได้หากร่ำเรียนวิชาสำเร็จแล้ว ด้านอาจารย์นั้นก็หูเบาแต่ก็ไม่กล้าที่จะฆ่าองค์คุลีมาร ดังนั้นจึงได้หลอกให้องค์คุลีมารไปฆ่าคนอื่นเพื่อหวังว่าจะยืมมือคนอื่นนั่นฆ่าองค์คุลีมารนั่นเอง

โดยอาจารย์บอกให้องค์คุลีมารฆ่าคนให้ครบ หนึ่งพันคนแล้วจะสำเร็จวิชา ดังนั้นนับแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อเขาเจอกับใครกับตาม เขาก็จะฆ่าทันที แต่เมื่อฆ่าไปแล้วหลายคนก็เกิดมีปัญหาว่า ตัวเองจำไม่ได้ว่าฆ่าคนไปแล้วกี่คน จึงได้เริ่มต้นฆ่าคนใหม่แต่ทีนี้อาศัยตัดนิ้วโป้งของคนตายเอามาแขวนคอ เพื่อที่จะได้รู้จำนวนของคนที่ตายว่าครบหนึ่งพันคนหรือยัง

ซึ่งเขาสามารถฆ่าได้ครบ 999 คนแล้วเหลืออีกคนซึ่งพระพุทธเจ้าเห็นว่าคนที่หนึ่งพันนั้นจะเป็นแม่ขององค์คุลีมารเอง เพื่อไม่ให้เขากลายเป็นคนที่บาปหนามากพระพุทธเจ้าจึงได้เดินทางมาขวางเอาไว้เมื่อองค์คุลีมารเห็นพระพุทธเจ้าก็จะฆ่าเพื่อที่จะได้ครบพันคน แต่ไม่ว่าจะเดินตามหรือว่าวิ่งตามก็ไม่ทันพระพุทธเจ้าสักทีทำให้ฆ่าไม่ได้เมื่อเหนื่อยเขาจึงได้บอกให้พระพุทธเจ้าหยุด

แต่พระพุทธเจ้ากลับบอกว่า พระองค์หยุดแล้วแต่คนที่ไม่หยุดคือองค์คุลีมารเอง และพระพุทธเจ้าก็แสดงพระธรรมเทศนาโปรดองค์คุลีมาร จนเขากลับใจ ขอบวชติดตามรับใช้พระพุทธเจ้านับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

ตำนานผีไม่มีหน้า ตำนานผีญี่ปุ่น

Posted on 10 เมษายน 202010 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าผีไม่มีหน้าคือปีศาจโยไค  ซึ่งผีชนิดนี้จะมีรูปร่างเหมือนกันคนทุกอย่างต่างกันตรงที่ว่าผีไม่มีหน้าจะไม่มีส่วนไหนบนใบหน้าปรากฏเลยไม่ว่าจะเป็นปากตาหรือแม้แต่จมูกด้านหน้าจะเป็นผิวเข้มๆคล้ายๆเหมือนผิวของใครโดยมีการเชื่อกันว่า ผีไม่มีหน้านั้นก็คือตัวแล็คคูณนั้นเอง หรือชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า ทานุกิ 

โดยมีการเชื่อกันว่าสัตว์เหล่านั้นมีการแปลงร่างเป็นผีไม่มีหน้าเพื่อที่จะใช้ในการขับไล่มนุษย์เพื่อไม่ให้มนุษย์มารบกวนพวกมัน สมัยโบราณว่ากันว่าผู้คนต่างมักจะถูกผีไม่มีหน้าหลอกหลอนแต่ไม่เคยมีใครเลยที่จะถูกมันทำร้าย โดยมีการเล่ากันว่าก่อนที่พวกมันจะหลอกหลอนพวกมนุษย์นั้นพวกมันจะกลายร่างเป็นคนแล้วมาอยู่ใกล้ๆกับมนุษย์ก่อนหลังจากนั้น

เมื่อมนุษย์เผลอพวกมันจะมีการแปลงร่างให้ใบหน้าหายไปเหลือแต่ผิวเกลี้ยงๆเพื่อหลอกหลอนมนุษย์ ให้ตกใจแล้ววิ่งหนีไป  มีเรื่องเล่าในสมัยโบราณว่า มีชาวประมงขี้เกียจที่เคยจะไปจับปลาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อเอามาขาย โดยชาวประมงคนดังกล่าวเดินทางไปจับปลาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์คนเดียว ใครห้ามก็ไม่ฟัง

และเมื่อเขาเดินทางมาถึงที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาก็พบกับหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาห้ามเขาไม่ให้ตกปลาในบ่อน้ำดังกล่าว แต่ชายประมงก็ไม่สนใจฟังจะตกปลาให้ได้ทำให้หญิงคนดังกล่าวกลายร่างเป็นผีไม่มีหน้าหลอกชาวประมงคนดังกล่าวและถึงแม้เขาจะวิ่งหนีมาถึงที่บ้านแต่ผีไม่มีหน้าก็ยังตามมาหลอกที่บ้านอีกด้วย 

ตำนานของประเทศญี่ปุ่นมักจะเล่ากันว่า ใครก็ตามที่ออกมานอกบ้านในตอนกลางคืนมักจะเจอกับผีไม่มีหน้าคอยหลอกผู้คน จึงทำให้ในสมัยโบราณผู้คนต่างนิยมไม่ออกนอกบ้านกันในตอนกลางคืนซึ่งเรื่องเล่านี้มีการเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบันก็ยังมีการเล่าให้กับเด็กฟัง แต่ในปัจจุบันนี้ก็ไม่เคยมีใครที่จะเคยเจอกับผีไม่มีหน้าอีกเลย

ซึ่งหลายคนก็มองว่าตำนานผีไม่มีหน้านั้นอาจจะมีการแต่งเรื่องกันขึ้นมาเพื่อเป็นกุศโลบาย ไม่ให้คนออกนอกบ้านในยามค่ำคืน เพราะตอนกลางคืนมักจะมีอันตราย จึงได้มีการแต่งเรื่องให้ผู้คนหวาดกลัวจะได้ไม่ต้องออกจากบ้านในตอนกลางคืนกัน ในปัจจุบันตำนานผีไม่มีหน้า LINE มาเป็นนิทานให้เด็กๆได้ฟังก่อนนอนรวมถึงสร้างเป็นการ์ตูนให้เด็กๆได้ชมเพื่อความบันเทิงและในปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครที่จะกลัวผีไม่มีหน้าอีกต่อไป 

ตำนานผีแม่หม้าย

Posted on 7 เมษายน 20204 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

   เรื่องของผีแม่หม้ายนั้นเป็นเรื่องเล่าที่มีการเล่าขานกันมาอย่างยาวนานและถึงแม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้คนที่มีความเชื่อว่ามีผีแม่หม้ายมาเอาชีวิตชายหนุ่มในหมู่บ้านไป 

เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีแม่หม้ายนั้นมักจะเกิดขึ้นทางภาคอีสานด้วยความลึกลับนี้มักจะเกิดขึ้นตามหมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านชนบทส่วนใหญ่โดยมีความเชื่อกันว่าหมู่บ้านไหนที่มีผู้ชายตายติดต่อกันหลายๆคนงั้นแสดงว่ามีผีแม่หม้ายออกอาละวาดมาเอาตัวชายหนุ่มในหมู่บ้านไปทุกคนจะต้องมีการหาวิธีการที่จะแก้ไขไม่ให้ผีแม่หม้ายมานำชีวิตของผู้ชายในหมู่บ้านไปได้สำหรับความลึกลับนี้มักจะพบว่าผู้ชายในหมู่บ้านที่ตายมักจะมีอายุราวๆ 20 ปีถึง 50 ปีเท่านั้น

และเมื่อใดก็ตามที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าผีแม่หม้ายอาระวาดผู้ชายในหมู่บ้านก็มักจะเสียชีวิตกันอย่างต่อเนื่องโดยส่วนใหญ่จะมีอาการไหลตายนั่นก็คือนอนหลับในตอนกลางคืนตื่นเช้ามาชายหนุ่มเหล่านั้นก็จะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยซึ่งอาการนี้ชาวบ้านต่างก็เรียกว่าอาการไหลตายโดยเชื่อกันว่าผีแม่หม้ายมาเอาวิญญาณชายหนุ่มเหล่านี้ไปหลายหมู่บ้านได้มีวิธีการที่จะแก้ไขไม่ให้ผีแม่หม้ายมาเอาตัวชายหนุ่มของบ้านของตนเองไป

ซึ่งบางครั้งหากมีเหตุการณ์ผีแม่หม้ายอาระวาดบางบ้านก็จะนำป้ายมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านเขียนว่าบ้านนี้มีแต่ผู้หญิง   หรือบางๆก็จะมีการนำปลัดขิกมาห้อยไว้ที่หน้าบ้านซึ่งเมื่อผีแม่หม้ายมาเห็นปลัดขิกมันก็จะเอาปลัดขิกไปแทนโดยชายเจ้าของบ้านก็จะไม่เสียชีวิต ซึ่งบางหมู่บ้านก็จะใช้วิธีการนำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านซึ่งก็ถือว่าหากผีแม่หม้ายมาอยู่ที่บ้านใครและเห็นเสื้อสีแดงแขวนอยู่แสดงว่าบ้านนั้นไม่มีผู้ชายผีแม่หม้ายก็จะไม่เอาชีวิตคนในบ้านมันไป

  ซื้อเสื้อสีแดงที่มีการแขวนนั้นจะต้องเป็นเสื้อผ้าใหม่หากเป็นเสื้อผ้าเก่าที่เคยใช้แล้วก็จะไม่สามารถหลอกผีแม่หม้ายได้เช่นเดียวกันและยังเคยพบว่าบางคนมีความเชื่อว่าหากผู้ชายคนไหนทาเล็บผีแม่หม้ายก็จะไม่มาเอาชีวิตไปเช่นเดียวกันเพราะว่าผีแม่ม่ายจะเข้าใจว่าชายหนุ่มที่ทาเล็บนั้นไม่ใช่ผู้ชายแต่เป็นสาวประเภทสอง

ดังนั้นผีแม่หม้ายจะไม่มารับตัวเหล่านี้ไปซึ่งวิธีการแก้เคล็ดผีแม่ม่ายนั้นมีมากมายหลายวิธี แล้วแต่ว่าหมู่บ้านไหนจะมีความเชื่อและมีการทำต่อๆกันมาเป็นแบบไหนหรือบางคนผลักล้มหน้าก็จะมีการนำวิธีการที่เคยได้ยินว่าเป็นการไล่ผีแม่หม้ายมาใช้กับตัวเองซึ่งบางบ้านก็ทั้งแขวนเสื้อสีแดงทั้งทาเล็บแดงรวมถึงทั้งแขวนปลัดขิกเนื่องจากเกรงกลัวว่าผีแม่หม้ายจะมาเอาชีวิตไปไปในทางความเป็นจริงตามหลักของทางวิทยาศาสตร์แล้ว

มีความเชื่อกันว่าคนส่วนใหญ่ที่นอนหลับแล้วตายไปแสดงว่าร่างกายอาจจะมีอาการขาดน้ำกะทันหันซึ่งวิธีการแก้ไขมักการนิยมให้คนกินน้ำก่อนที่จะนอนเพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่ขาดน้ำในช่วงที่นอนหลับ 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนเรื่องราวโดย  entaplay

ตำนานพระพูดได้ ที่วัดศรีชุม

Posted on 4 เมษายน 20203 เมษายน 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

     ที่จังหวัดสุโขทัยมีวัดแห่งหนึ่งชื่อว่าวัดศรีชุมซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยมีประวัติอันยาวนานเกี่ยวกับการที่พระนเรศวรได้ยกทัพไปสู้รบกับข้าศึกไม่ว่าจะเป็นกับคนไทยด้วยกันหรือกลับพวกพม่ารามัญที่บุกมารุกรานประเทศไทยโดยที่วัดศรีชุมนี้จะมีตำนานเล่าขานต่อๆกันมาถึงความอัศจรรย์ของพระพุทธรูปองค์หนึ่งชื่อว่าพระพุทธอจนะ 

ซึ่งปัจจุบันพระพุทธอจนะยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชุมและถือเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยปัจจุบันวัดศรีกรุงอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยมีผู้คนมากมายเดินทางเข้าไปกราบไหว้พระพุทธอจนะกันอย่างไม่ขาดสายซึ่งมีเสียงเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธอจนะกันมากมายรวมถึงการที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมความสวยงาม

ทางประวัติศาสตร์และความสวยงามของสถานที่ในอุทยานมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพระพุทธอจนะที่วัดศรีชุมว่าในครั้งหนึ่งในสมัยที่พระนเรศวรจะต้องเดินทางไปสู้รบกลับเมืองอื่นๆซึ่งเป็นเมืองของคนไทยด้วยกันเองทหารส่วนใหญ่ไม่มีกะจิตกะใจที่จะออกไปสู้รบ  เพราะไม่อยากฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

แต่พระนเรศวรเห็นว่าถ้าหากไม่ออกไปทำร้ายข้าศึกศัตรูแล้วบ้านเมืองที่พระนเรศวรดูแลอยู่ก็จะถูกข้าศึกศัตรูเข้ามาทำร้ายตัวเองจึงได้ออกอุบายเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารทั้งหลายได้มีกำลังใจที่ออกไปสู้ข้าศึกศัตรูในครั้งนี้โดยมีการนำทหารมาอยู่ที่บริเวณวัดศรีชุมเพื่อทำการไหว้สักการะพระพุทธอจนะก่อนที่จะเดินทางไปออกศึกและขณะเดียวกันพระนเรศวรก็ได้ให้ทหารนายนึงไปยืนอยู่ด้านหลังพระพุทธอจนะ

และระหว่างที่เหล่าทหารทำการกราบไหว้พระพุทธอจนะทหารคนที่อยู่ด้านหลังพระพุทธอจนะ ก็จะให้พรเหล่าทหารทั้งหลายที่อยู่ด้านหน้าเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารที่อยู่ด้านหน้าพระพุทธอจนะได้ออกไปสู้รบกับข้าศึกศัตรูอย่างอาจหาญ ซึ่งเหล่า ทหารที่อยู่ด้านหน้าพระพุทธอจนะต่างก็คิดกันว่าพระพุทธอจนะพูดได้

จึงพากันในการที่จะออกไปสู้รบกับข้าศึกศัตรูในครั้งนั้นเป็นอย่างมากซึ่งทางที่จริงแล้วนี่เป็นเพียงกลอุบายของพระนเรศวรที่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารกล้าเท่านั้นเองและตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตำนานของพระพุทธรูปพูดได้ที่วัดศรีชุมก็มีการเล่าขานตั้งแต่นั้นจนมาถึงปัจจุบันซึ่งที่วัดศรีชุมแห่งนี้เคยเป็นวัดที่มีการจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

มากมายเช่นพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดแห่งนี้ชาวบ้านและประชาชนต่างก็มากราบไหว้บูชาพระพุทธอจนะซึ่งถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุโขทัยเลยทีเดียวเรียกได้ว่าวัดศรีชุมเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมายาวนานในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและเป็นวัดที่อยู่ในช่วงประวัติศาสตร์ของการทำศึกสงครามกับข้าศึกศัตรู

 

ให้การสนับสนุนโดย  9luck

ข้อที่แท้จริงของคำว่ายากูซ่า

Posted on 26 มีนาคม 202026 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

คุณอาจจะเคยสงสัยกับคำว่ายากูซ่าของกลุ่มคนผู้ที่มีอิทธิพลมืดในประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นจากการ์ตูนภาพยนตร์หรือว่าตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และในวันนี้เราจะพาคุณมารู้จัดกับสิ่งที่เกี่ยวกับความจริงกับยากูซ่าที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

ที่มาของคำว่า ยากูซ่า 

คำว่ายากูซ่า มีที่มากจากการเล่นไพ่โออิโช คาบุ ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งก็ได้มีกติกาอยู่ว่าให้ผู้เป็นในแต่ละบุคคลนำตัวเลขที่ได้มีอยู่บนไพ่นำเอามาบวกกับแล้วนำเอาตัวเลขตัวสุดท้ายเอามานับเป็นคะแนน ยกตัวอย่างเช่น อาจว่าคุณหยิบได้ไพ่หมายเลข 8 9 และ 3 จะมีผลรวมเท่ากับ 20 ซึ่งหมายความว่าตอนนี้คุณมีเพียง 0 คะแนนเท่านั้นและมันก็แย่มากๆโดยที่การนับเลขแบบญี่ปุ่นดั่งเดิมจะอ่านออกเสียง 8 9 และ 3 ว่า ยา กู และ ซ่า ตามลำดับและเหตุผลที่พวกเขานั้นได้เรียกว่า ยา กู ซ่า นั่นก็เป็นเพราะว่าคนที่ถือไพ่ชุดนี้จะต้องมีความสามารถสูงและเก่งกาจจริงๆเท่านั้นจึงจะสามารถที่จะพลิกสถานการณ์เป็นผู้ชนะได้

ยุคแรกเริ่มของ ยากูซ่า แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีใครที่จะสามารถฟันธงได้อย่าง100%ว่ายากูซ่าได้มีจุดกำเนิดมาอย่างไรแต่ก็มีนักวิชาการบางกลุ่มได้สันนิษฐานว่า ยากูซ่า นั้นได้มีกำเนิดมาจากคนรับใช้ของโชกุน หรือ ที่เรีกกันว่า ฮาตาโมะ ยักโกะ และในปีศตวรรที่17 ได้เกิดความวุ่นวายในทางการเมืองในประเทศญี่ปุ่นจึงได้ทำให้กลุ่มที่ได้อ้างตัวเองว่าเป็นผู้ที่รับใช้โชกุลและได้ออกมาประกาศตัวว่าพวกเขาได้เป็นพวกผู้ที่รักษากฏระเบียบและได้ปกป้องทุกคนจากภัยอันตรายและนั่นจึงได้ทำให้พวกเขานั้นได้เรียกเก็บเงินจากกลุ่มของชาวบ้านเพื่อที่จะเป็นค่าตอบแทน

การปกครองภายในแก๊งยากูซ่า และในการที่คุณนั้นจะได้เข้ามาเป็นสมาชิกของแก๊งยากูซ่าได้นั้นก่อนอื่นเลยคุณก็จะต้องตัดขาดความสัมผัสทั้งหมดออกจากครอบครัวของคุณจากนั้นคุณเองก็จงมอบความจงรักภักดีทั้งหมดให้กับหัวหน้าแก๊งและคุณจะต้องคิดว่าสมาชิกภายในแก๊งนั้นคือคนในครอบครัวและสุดท้ายคุณเองก็จะต้องงเชื่อฟังคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าคุณโดยในครอบครัวของยากูซ่านี้จะมีการปกครองอย่างมีลำดับขั้น ซึ่งได้มี โอยะบุนเป็นผู้นำที่สูงสุด รองลงมาก็จะเป็น วาคากาชิระ ที่เป็นผู้ที่สั่งการระดับภูมิภาค จากนั้นก็จะเป็นระดับ เคียวได หรือ ผู้ที่เป็นะระดับปกครองระดับท้องถิ่น และ โคบุนที่ได้เป็นลูกน้องระดับล่างสุด

การเดินทางไปเกาะที่ใช้เวลาเดินทางนานที่สุดในสมัยก่อน

Posted on 22 มีนาคม 202022 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

เราลองมาย้อนในการเดินทางในอดีตกันก่อนและนี่มันคือแผนที่ในปี1914มันเป็นราลละเอียดของเวลาการเดินทางไปยังที่ต่างๆทั่วโลกถ้าเราคิดง่ายๆว่าให้เมืองลอนดอนเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเราจะเห็นได้ว่าในการเดินทางในทวีปยโรปในส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ5วันขณะที่ดินทางจากลอนดอนไปยังแทบรัฐเซีย

จะต้องงใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ5/10วันด้วยกันและถ้าหากว่าเรานั้นอยากจะเดินทางไปยังทวีปแอฟริกาอย่างเช่นเมืองUnited States มันก็จะต้องใช้ระเวลาในการเดินทางประมาณ10/20วันด้วยกันแล้วถ้าหากว่าจะต้องการเดินทางไปไกลหน่อยอย่างเช่นทวีปออสเตรียการเดินทางไปยังAustraliaก็อาจจะใช้ระยะเวลานานถึงประมาณ40วันด้วยกัน ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในการเดินทางไปยังทวีปต่างๆยกเว้นยุโรปนั้นมันก็จะต้องใช้เวลาในการเดินทางกินระยะเวลากันเป็นเดือนเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตามในการเดินทางในระยะปัจจุบันได้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางที่สั้นเป็นอย่างมากโดยการเดินทางไปยังทวีปยุโรปส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวันเท่านั้นแม้กระทั่งการเดินทางไปยังซานฟรานซิสโก ซึ่งเมื่อประมาณ100ปีที่ผ่านมาจะต้องใช้เวลาในระยะเวลาการเดินทางประมาณ20วันแต่ในปัจจุบันจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณครึ่งวันเท่านั้นเช่นเดียวกันกับการเดินทางไปยังซิดนีย์ ซึ่งเมื่อก่อนจะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ40วันแต่สำหรับในปัจจุบันได้ใช้ระยะเววลาในการเดินทางประมาณ1วันเท่านั้นเองและยังต้องของขอบคุณในการเดินทางทางอากาศทันสมัยใหม่ที่ได้ทำให้ก่นเดินทางรอบดลกนั้นสามารถที่จะทำได้ง่ายและเดินทางได้ง่ายและยังสะดวกสบายรวดเร็วเป็นอย่างมาก

แต่ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเดินทางไปรวดเร็วและไว้มากขึ้นเท่าไรแต่เขาก็ยังมีสานที่ที่บางที่ที่เราจะสามารถที่จะเข้าไปถึงได้อย่างง่ายๆอยู่ดีอย่างเช่นเกาะ Pitcairn lsland ซึ่งได้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรมันได้ตั้งอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกที่บนเกาะแห่งนี้ได้มีผู้คนอาศัยอยู่บนเกาะประมาณ49คนและยังได้มีระยะทางที่ห่างจากเกาะที่ไกล้ที่สุดมากกว่า100กิโลเมตรหากว่าใครที่ยังไม่มีที่ดินเพื่อนก็สามารถที่จะย้ายเข้ามาอยู่ ณ ที่เกาะแห่งนี้ได้

ซึ่งทางการจะอนุญาติให้เพื่อนๆสามารถที่จะจับจองที่ดินและจัดการสร้างบ้านได้ตามที่คุณนั้นต้องการได้เลยและบนเกาะแห่งนี้จะมีสภาพอากาศที่มีลักษณะเหมือนกับเกาะทางเขตร้อนทั่วๆไปเพียงแต่ว่าที่นี่ไม่มีสนามบินอยู่บนเกาะดังนั้นในการเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ก็จะต้องเดินทางมายังทางเรือเท่านั้นอีกทั้งเที่ยวเรือที่มายังเกาะแห่งนี้ก็ไม่ค่อยจะมีสะด้วย

ตำนานแวมไพร์ 

Posted on 21 มีนาคม 202021 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags ,

แวมไพร์เป็นปีศาจดูดเลือดฟื้นขึ้นมาจากความตาย

ตามความเชื่อของชาวยุโรปในยุคกลาง เชื่อว่าเป็นผีดิบที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปเพียงแต่ว่าจะมีฟันที่แหลมคม และจะกินเลือดของมนุษย์เป็นอาหาร  โดยมีความเชื่อกันว่าแวมไพร์นั้นจะมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตายและจะปรากฏกายได้เฉพาะกลางคืนเนื่องจากว่าแวมไพร์จะแพ้แสงแดด ในตอนกลางวัน

ซึ่งในเวลากลางวันนั้นแวมไพร์จะมีการหลบซ่อนอยู่ในหลุมศพของตนเองจะไม่ออกมาเพ่นพ่านให้ใครได้เห็น แวมไพร์สามารถแปลงร่างได้หลายแบบเช่น  แปลงร่างเป็นค้างคาว , นกฮูก , หมาป่า, หมาจิ้งจอก , กบ , คางคก , แมลงเม่า และงูพิษ ที่สำคัญสามารถกำบังกายหายตัวได้ โดย vampire จะไม่มีเงาเมื่อกระทบกับแสงหรือ สะท้อนในกระจกและแวมไพร์จึงมีพละกำลังมหาศาลมีแรงมากเหมือนเป็นแรงของผู้ชายรวมกัน 20 คน รวมทั้งยังสามารถมีอำนาจบังคับ

สิ่งของให้เคลื่อนย้ายได้อีกด้วย  สิ่งที่สามารถกำราบแวมไพร์ได้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทางพระพุทธศาสนาเช่นไม้กางเขน น้ำมนต์หลายๆคนเชื่อว่าแวมไพร์กลัวกระเทียม ส่วนวิธีฆ่าแวมไพร์นั้นมีอยู่มากมายเช่น การนำลิ่มมาตอกให้ทะลุหัวใจ การตัดหัวแวมไพร์ ด้วยจอบของสัปเร่อ หรือการจุดไฟเผา และหาก ใครก็ตามที่ถูก แวมไพร์ดูดเลือดก็จะกลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย และกลายเป็นสาวกของแวมไพร์ตัวที่ดูดเลือดตอนนั้นเอง 

      ว่ากันว่าแวมไพร์นั้นแต่เดิมคือ แวมไพร์คือเจ้าชายแห่งแค้วนเวแลนด์เซีย ของประเทศโรมาเนีย เจ้าชาย Vald เป็นกษัตริย์ที่ชื่นชอบการออกรบแล้วเขาที่ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่กระหายเลือดและเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาจับเฉลยมาคุมขังไว้ เขาจะมีวิธีทรมานนักโทษไม่เจ็บสาหัสแสนสาหัสโดยเขาจะนำร่างของนักโทษไปเสียบเหล็กแหลมให้เลือดไหลจนกว่าจะตายซึ่งวิธีนี้สร้างความทรมานให้กับนักโทษเป็นอย่างมาก จากการกระทำของพระองค์แบบนี้นี่เองที่ทำให้ชาวบ้านต่างขนานนามเจ้าชายว่าเจ้าชายแวมไพร์ 

   ซึ่งอันที่จริงแล้วแวมไพร์ผีดูดเลือดไม่ได้มีอยู่จริงเพียงแต่เป็นการเล่าขานจากวิธีการฆ่าคนของเจ้าชายที่ดูแล้วน่าหวาดกลัวดุร้ายจนเกินไปเท่านั้นเองซึ่งตำนานของแวมไพร์ผีดูดเลือดนั้นยังมีการเล่าต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งหลายคนก็ยังมีความเชื่อว่าจริงๆแล้วตำนานแวมไพร์ผีดูดเลือดนั้นเป็นเรื่องจริงที่มีชายหนุ่มรูปงามที่มักจะออกมาดูดเลือดหญิงสาวยามค่ำคืนนอกจากความเชื่อนี้แล้วก็ยังไม่มีใครสามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่าแวมไพร์ผีดูดเลือดนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ 

 

สนับสนุนโดย  rb88

ประเทศพม่า กับ กองทัพรัฐฉาน

Posted on 15 มีนาคม 202015 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

ในตลอดเวลาที่ผ่านมาทางด้านกองกำลังของกองทัพพม่าก็พยายามที่จะทำทุกวิถีทางในการที่จะออกลาดตระเวนเพื่อที่จะหาช่วงระหว่างที่จะทำการเปิดศึกกับกองกำลังกองทัพรัฐฉานที่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้านกองกำลังของกองทัพรัฐฉานเองก็ได้พยายามที่จะหลบหลีกเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงกับการปะทะที่อาจจะเกิดขึ้น

โดยหากไม่มีการวิเคราะห์สถานะการที่เกิดขึ้นยังคงปล่อยให้ทหารพม่ายังคงทำพฤติกรรมเดินอยู่เฉยนี้ก็คงจะยากที่จะหลีกเลี่ยงกับการปะทะที่มันกำลังจะเกิดตามมาโดยการปฏิบัติการของทหารพม่าดังกล่าวข้างต้นนี้ยังคงจะเห็นได้ชัดว่าเป็นภัยคุกคามต่อข้อตกลงตามหนังสือสัญญาหยุดยิงทั่วภาคพื้นสหภาพหรือที่เรียกว่าNCA

และได้เป็นการบ่อนทำลายยุทธ์ศาสตร์และได้โชว์นโยบายในการที่จะเสริมสร้างความสงบร่มเย็นสิ่งในภายหลังได้มีการทำข้อตกลงตามหนังสือสัญญาหยุดยิงทั่วภาคพื้นสหภาพสำหรับในการที่ปะทะกันในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งที่3ที่ทหารพม่าเป็นฝ่ายที่ได้เคลื่อนกำลังบุกโจมตีด้านกองกำลังของกองทัพรัฐฉานโดยตามรายงานล่าสุดจนมาถึงในช่วงเวลาประมาณ13.20น. ของวันที่2ตุลาคม ในปี2559ด้านฝ่ายกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงมีการเกิดการปะทะต่อกันและได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องไปอย่างรุนแรง โดยท่าหากย้อนกลับไปพูดถึงรัฐฉาน  รัฐฉานนั้นเป็นรัสที่มีชนเผ่าหลากหลายชนเผ่าอยู่ร่วมกัน

โดยจะมีชาวไทใหญ่อาศัยอยู่มากที่สุดในก่อนปีพุทธศักราช1947บันดาเจ้าฟ้าก็ได้เข้ามารวมก่อตั้งเป็นสหพันธรัฐไทใหญ่แต่เมื่อพม่าก็ได้ขอเอกราชจากประเทศอังกฤษโดย อองซานซูจี  ได้กระตุ้นและยังได้ชักชวนให้สหพันธรัฐไทใหญ่รวมกับพม่าได้ก่อตั้งสหภาพพม่า โดยรัฐฉานจึงได้เป็นรัฐหนึ่งในสหภาพพม่าตั้งแต่ในปีพุทธศักราช1947เป็นต้นมาแต่อย่างไรก็ตามคำว่ารัฐสหภาพพม่า นั้นก็ได้มีแต่เพียงชื่อเอาไว้ให้เรียกโดยง่ายตามความสวยงามเท่านั้น

ซึ่งแต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ได้มีอำนาจจริงนั้นก็ไม่ได้มีชนชาติอื่นเลยออกจากพม่า รัฐฉานที่ได้ตั้งอยู่ติดกับประเทศไทย พม่า จีน และ ลาว ซึ่งโดยเหตุการณ์พม่าในรัฐฉานนั้นในแต่ละเมืองก็จะมีก่อกำลังทหารพม่าที่จะประจำอยู่ที่ทางเข้าและทางออกสำหรับด่านที่ไม่มีกองกำลังทหารต้องทัพอยู่ก็จะได้เกรนให้ชาวบ้านได้สร้างรั้วล้อมรอบเขตชานเมืองในทุกๆด้านทางเข้าและทางออกจะมีด้านตรวจและได้มีการเปิดปิดเป็นเวลา

และด้านที่ไม่ได้มีทหารอยู่ปรพชาชนก็จะต้องทำด้านเอาไว้และก็ต้องสับเปลี่ยนกันวันละบ้านไปเฝ้าเป็นยามอยู่ตลอด24ชม. และถ้าหากว่าได้มีอะไรที่ผิดสังเกตุก็จะต้องรายงานให้ทราบโดยทั้งทีหากว่ามีญาติที่ได้เข้ามาพักแรมตามบ้านหรือมีแขกมาพักตามโรงแรมก็ต้องรายงานเจ้าหน้าที่ทหารให้อะเลียดแต่ละเมืองจะมีการเปิดบ่อนการพนันและหวยอย่างเสรี

 

สนับสนุนโดย  sagame

ตำนานไอ้ไข่   เด็กวัดเจดีย์ 

Posted on 15 มีนาคม 202015 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

 เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักไอ้ไข่ แห่งวัดเจดีย์กันเป็นอย่างดี ยิ่งคนที่นิยมไปขอหวยตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างต่างแล้วละก็ไม่น่าจะพลาดที่จะไม่รู้จักกับไอ้ไข่ แน่นอน เพราะเสียงเล่าลือถือไอ้ไข่นั้นเป็นผู้ที่ให้โชคลาภกับชาวบ้านที่เดินทางไปกราบไหว้ขอพร และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้หวยแม่น ที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

สำหรับไอ้ไข่นั้นอยู่ที่วัดในจังหวัดจังหวัดนครศรีธรรมราช 

ซึ่งชื่อว่าวัดเจดีย์ โดยวัดนี้มีตำนานเล่าว่ามีอายุมามากกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงแค่เจดีย์เก่าเก่า รกร้างอยู่ในบริเวณที่กำลังสร้างโบสถ์อยู่ในปัจจุบันนี้นั่นเอง และเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านได้ร่วมกันบูรณะเจดีย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งและหลังจากนั้นก็มีพระเดินทางมาประจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ซึ่งทำให้ที่วัดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ให้ชาวบ้านได้เดินทางมาทำบุญ ร่วมกันและที่วัดแห่งนี้ จะมีพ่อท่าน

ซึ่งพ่อท่านในที่นี้คือ พระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่ โดยพบว่ามีอายุมาตั้งแต่สมัยที่วัดแห่งนี้ยังเป็นวัดร้างอยู่เลย ซึ่งอายุก็ราวราวร้อยกว่าปีมาแล้วเช่นกัน  และสำหรับประวัติของไอ้ไข่ แห่งวัดเจดีย์นั้นคือรูปไม้แกะสลักเป็นรูปเด็กชาย ที่มีอายุราวราวประมาณ 9-10 ขวบ ที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดเจดีย์ โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในบริเวณที่วัดแห่งนี้ ซึ่งไอ้ไข่ได้เป็นที่เคารพและสักการะ บูชาของชาวบ้านมาเนิ่นนานแล้ว

โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าขอได้ ไหว้รับโดยเฉพาะชาวบ้านมักจะมาขอไอ้ไข่เรื่องโชคลาภและการค้าขาย ตำนานของไอ้ไข่วัดเจดีย์นั้นมีมากมายหลายตำนาน แต่ที่จะเล่าวันนี้คือ มีชาวบ้านเล่าว่า ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านมักจะเห็นว่ามีเด็กมาวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณวัด แต่เมื่อชาวบ้านพากันเข้าไปดูใกล้ใกล้ก็ไม่เจอใคร จึงพากันเรียกเด็กที่ปรากฏร่างนั้นว่าเด็กวัด โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นวิญาณที่สถิตอยู่ทีวัดแห่งนี้ วิญญาณของไอ้ไข่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร

เพียงแค่จะมาหยอกล้อเล่นเท่านั้น ชาวบ้านมักจะพากันเดินทางมาบนบานขอร้องให้ไอ้ไข่คอยช่วยเสมอ ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่า ไอ้ไข่นั้นคือวิญญาณของเด็กชายที่ติดตามมากับหลวงพ่อทวดตอนที่หลวงพ่อทวดเดินทางมาธุดงที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่สมัยยังเป็นวัดร้าง โดยหลวงพ่อทวดรับรู้ได้ว่าที่วัดร้างแห่งนี้มีทรัพย์สินที่มีค่าอยู่ จึงให้วิญญาณไอ้ไข่ เฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของที่วัดแห่งนี้นับแต่นั้นเป็นต้นมา จนผู้คนมาบูรณะวัดและได้เจอกับความศักดิ์สิทธิ์ต่างจึงมากราบไหว้ขอพร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ประวัติของหลวงปู่มั่น

Posted on 7 มีนาคม 2020Categories ประวัติและตำนานTags

   เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักหลวงปู่มั่น พระเกจิชื่อดังอันดับต้นต้นของประเทศ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย  หลวงปู่มั่นเป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องจากทางยูเนสโก ให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก ทางด้านสันติภาพ ซึ่งประวัติของหลวงปู่มั่นนั้นมีการกล่าวถึงกันมายาวนานแล้ว วันนี้เราจะมาลองทวนข้อมูลเหล่านั้นให้ฟังกันอีกครั้งค่ะ

          พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต หรือที่ชาวบ้านรู้จักท่านดี ในนามหลวงปู่มั่น

ท่านเป็นพระที่เน้นการเดินธุดงค์เป็นพระป่า ที่เรียกเช่นนั้นเพราะว่า ท่านมักจะชอบเดินทางไปธุดงค์ปักกรดไปทั่ว ไม่อาศัยอยู่ในวัดเหมือนพระที่เน้นการเทศนา ไม่ใช่พระนักพูด ท่านชอบไปปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ปลีกวิเวกไปคนเดียว และยึดหลักธรรมคำสั่งสอนอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดด้วย จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธากับประชาชนโดยทั่วไป

               หลวงปู่มั่นท่านเริ่มบวชเรียนทางธรรมครั้งแรกเมื่อตอนที่อายุ 15 ปีโดยครั้งแรกนั้นท่านบวชเป็นสามเณรและร่ำเรียนธรรมะที่วัดบ้านคำบง โดยท่านมีจิตใจใฝ่ศึกษาในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่ามากแต่บวชเรียนได้เพียงแค่สองปีเท่านั้นโยมพ่อของท่านก็มาบอกให้ท่านสึกออกจากการเป็นสามเณร โดยมาขอร้องให้ท่านกลับไปช่วยกันทำงานที่บ้าน ดังนั้นท่านจึงจำเป็นต้องลาสิขา กับไปเพื่อช่วยโยมพ่อทำงาน แต่ด้วยท่านมีจิตใจที่ฝักใฝ่ที่จะเรียนรู้ในทางธรรมมากกว่าการอยู่กับทางโลก วันหนึ่งท่านได้มาเจอกับหลวงปู่เสาร์ ซึ่งเป็นพระธุดงค์ เดินทางมาปักกลดอยู่แถวบ้าน

ท่านจึงได้อาสาเข้าไปรับใช้หลวงปู่เสาร์ คอยดูแลและถวายตัวเป็นลูกศิษย์ และเมื่อหลวงปู่เสาร์เดินทางไปที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่านจึงได้ลาพ่อเดินทางมากับหลวงปู่เสาร์ด้วยและในปี 2463 ท่านจึงได้กลับไปบวชเป็นพระอีกครั้งโดยมีการบวชที่วัด เลียบโดยได้ชื่อทางธรรมว่า ภูริทตฺโต หลังจากบวชแล้วท่านก็ตามหลวงปู่เสาร์

ไปปลีกวิเวกธุดงค์ตามสถานที่ต่างต่างจนเดินทางมาถึงที่จังหวัดนคพนม จนมาจำพรรษา ที่พระธาตุพนม และได้ให้ความรู้กับชาวบ้านถึงพระธรรมคำสั่งสอนและยังบอกให้ชาวบ้านได้ทราบด้วยว่า พระธาตุพนม มีความสำคัญอย่างไร ซึ่งในตอนนั้นชาวบ้านยังไม่รู้ว่าวัดธาตุพนมเป็นสถานที่เก็บอัจฐิธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อต่อมาภายหลังทราบจึงช่วยกันดูแลและมีการจัดประเพณีงานบุญต่างต่างมากมาย โดยการนำของหลวงปู่มั่น จึงเป็นเหตุให้พระธาตุพนมเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปนับตั้งแต่นั้นมา

 

สนับสนุนโดย  BK8