ตํานานพญาครุฑ 

Posted on 28 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

     ตามตำนานเล่าขานกันมีเรื่องเล่ากันไว้ว่าอันที่จริงแล้วครุฑและพญานาคนั้นเป็นพี่น้องกันแต่เนื่องจากว่าเกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้งกันจึงทำให้ทั้งครุฑและพญานาคต่างก็ไม่ถูกกันซึ่งมีการเชื่อกันว่าครุฑนั้นเป็น พญาแห่งนกทั้งมวลและที่สำคัญทุกอย่างได้เป็นพาหนะของพระนารายณ์ โดยชุดนั้นจะอาศัยอยู่ที่วิมานฉิมพลีลักษณะหน้าตาของคนนั้นจะเป็นลักษณะของครึ่งคนครึ่งนกอินทรี

โดยครุฑนั้นได้รับพรให้มีอมตะทำให้ไม่มีใครที่จะสามารถฆ่าครุฑให้ตายได้ และแม้แต่สายฟ้าของพระอินทร์ก็ไม่สามารถทำอันตรายครุฑ ได้หากจะทำนั้นก็ทำได้เพียงแค่การทำให้ขนของครุฑร่วงมาแค่เส้นเดียวเพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองครุฑ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสุบรรณซึ่งหมายถึงว่าขนวิเศษนั่นเอง

ซึ่งครุฑ นั้นถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ มีพละกำลังที่แข็งแกร่ง  ตัวใหญ่และบินอย่างว่องไว อีกทั้งยังมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมพร้อมกันนั้นก็อ่อนน้อมถ่อมตนและมีสัมมาคารวะอีกด้วย โดยครุฑ นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน ซึ่งประเภทแรกนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับคนทั่วๆไปแต่ว่าจะมีปีก  ส่วนประเภทที่ 2 นั้นจะมีลักษณะเป็นตัวเป็นคนส่วนหัวนั้นจะเป็นนก 

ส่วนประเภทที่ 3 นั้นจะเป็นตัวเป็นคนส่วนหัวและขานั้นจะเป็นนก และประเภทที่ 4 นั้นตัวจะเป็นนกหัวจะเป็นคน และประเทศสุดท้ายคือประเภทที่ 5 นั้นรูปร่างจะเหมือนนกทั้งตัว สำหรับในทางพุทธศาสนาแล้วครุฑนั้นจัดว่าเป็นเทวดาแต่เป็นเทวดาที่อยู่ต่ำสุด โดยครุฑ นั้นจะอยู่ภายใต้การปกครองของท้าววิรุฬหก

ผู้ปกครองสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกาด้านทิศใต้ มีตำนานความเชื่อกันว่าในสมัยโบราณนั้นพรานป่ามักจะไม่แขวนพระเข้าป่าเพราะมีการเชื่อกันว่าพระพุทธรูปนั้นมีคุณ ทางเมตตาหรือแคล้วคลาดเพราะฉะนั้นถ้าแขวนพระเข้าป่าแล้วมักจะไม่ค่อยได้สัตว์ป่า เพราะจะทำให้แคล้วคลาดต่อการเห็นสัตว์ป่านั่นเองดังนั้นพรานจึงมักไม่คล้องพระเข้าป่า  แต่พรานจะมีการพกนำเหรียญบาทซึ่งเป็นเหรียญตราพญาครุฑเข้าไปด้วย เพราะเหรียญที่มีตราครุฑนั้นจะสามารถช่วยเหลือเวลาที่พรานเข้าไปในป่าโดยจะช่วยปกป้องสิ่งอันตรายหรือสิ่งเร้นลับที่อยู่ภายในป่าได้เป็นอย่างดีนั่นเอง 

        สำหรับเรื่องราวที่ว่าทำไมพระยาครุฑถึงมีรูปร่างหน้าตาแบบนั้นทั้งที่เป็นญาติกับพญานาคบ้านก็เพราะว่าในสมัยที่พระยาครุฑอยู่ในครรภ์ของมารดานั้นได้ถูกฟักออกมาเป็นไข่โดยมารดาของพญาครุฑนั้นได้มีการอธิษฐานขอพรเอาไว้ว่าให้ลูกของตนเองออกมานั้นมีอำนาจและมีฤทธิ์มากกว่าลูกของนางกัทรุ ซึ่งนางกัทรุนั้นขอพรเอาไว้ว่าให้ลูกของตนเองนั้นมีพันธุ์ตัวซึ่งลูกออกมาก็คือพญานาคดังนั้นเมื่อนางวินตราซึ่งเป็นพี่น้องกับนางกัทรุจึงได้ขอพรว่าให้ลูกของตนเองนั้นมีอำนาจมากกว่าลูกของนางกัทรุและเมื่อลูกของนางเกิดลูกออกมาจึงได้เป็นพญาครุฑนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าrb88

การทดลองเฟรดเดอริคเพื่ออยากรู้ภาษาของพระเจ้า

Posted on 27 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

ภาษาของพระเจ้า

จักรพรรดิเฟรดเดอริคที่2 แห่งอาณาจักรโรมันผู้ครองราชในระหว่างปี1220ถึงปี1250ได้ทำการทดลองที่เลวร้ายหลากหลายอย่าง โดยได้อ้างว่ามันเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์หนึ่งในนั้นคือการทดลอง โดยนำใส่ในถังไม้ที่มีรูเล็กเพียงรูเดียวและปล่อยเหยื่อไว้ให้อยู่เพียงลำพังเพื่อจะทดสอบว่าหลังจากที่เหยื่อเสียชีวิตวิญญาณของเขาจะหลุดลอยออกผ่านรูที่เจาะไว้หรือไม่

ซึ่งในการทดลองของ เฟรดเดอริค ที่ดูเหมือนว่ามันจะยาวนานและแปลกประหลาดที่สุดน่าจะเป็นการทดลองเพื่อต้องการจะรู้ว่า “ภาษาของพระเจ้า” นั้นเป็นเช่นไร โดยการปล่อยทิ้งเด็กแรกเกิดไว้เพียงลำพังเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านั้นได้ยินหรือรับรู้ภาษาของมนุษย์ทั่วไป ซึ่งมันจะทำให้เด็กไม่ได้รับอิทธิพลของภาษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฟรดเดอริค เชื่อว่าการทดลองนี้น่าจะทำให้เด็กเหล่านั้นต้องใช้ภาษาเดียวกันกับ “อดัมและอีฟ “ ที่เชื่อว่าเป็นภาษาที่พระเจ้าได้มอบให้ติดตัวมาแต่ เมื่อไม่มีภาษาและไม่ได้มีปฏิสัมพันกับผู้คนทั่วไปเด็กเหล่านั้นจึงมีนิสัยที่ดุร้าย ป่าเถื่อน และมีช่วงเวลาชีวิตที่สั้น

สตีโมซีเวอร์

โฮเซ เดลกาโด เป็นแพทย์จากเยลเขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่า สตีโมเวอร์  ซึ่งได้เป็นเครื่องมือที่ใช้ฝังลงไปในสมองโดยได้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะทำให้สามารถควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ เมื่อถูกฝังลงในสมองแล้วมันจะกระตุ้นเซลล์ประสาท เมื่อได้รับสัญญาณจากเครื่องส่งสัญญาณภายนอก เดลกาโด ได้ทำการทอลองนี้อยู่หลายครั้งเขาได้อ้างว่าเครื่อง สตีโมเวอร์นี้ สามารถที่จะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ได้โดยเขาได้บันทึกเอาไว้ว่า “เครื่องมือจะกระตุ้นสมองในส่วนที่เรียกว่า อะมิกดาลา และ ฮิปโปแคมปัส ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการที่หลากหลาย เช่น มีอารมณ์ดี สุขุม มีความรอบคอบ

มีความรู้สึกแปลกและการมองเห็นที่เปลี่ยนเป็นสีต่างๆ” ซึ่งหนึ่งในการทดลองที่มีชื่อเสียงของ เดลกาโด ก็คือการที่เขาได้ฝังเครื่องสตีโมซีเวอร์ ลงในสมองของกระทิง โดยเขาได้ทำการล่อเพื่อให้มันวิ่งพุ่งเข้าหาจากนันเขาจึงได้กดปุ่มที่เครื่องควบคุม จากนั้นสัญญาณวิทยุจึงได้ถูกปล่อยออกมาและทำให้กระทิงตัวนั้นหยุดชงักทันที เครื่องสตีโมซีเวอร์เป็นเครื่องมือที่ทำให้เข้าใจว่าสมองแต่ละส่วนมีผลต่อพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้เชื่อกันว่าในอนาคตผลงานของเดลกาโดมันจะทำให้มีสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตได้

 

สนับสนุนโดย  รหัสคูปอง rb88

ลัทธิซาตานโหดอย่างที่เขาลือจริงหรือเปล่า?

Posted on 27 มิถุนายน 202027 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

ถ้าเกิดว่าเราได้พูดถึงลัทธิซาตานเราก็จะเห็นภาพในสังคมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นหนังซีรี่เรื่องเล่าหรือจะเป็นเรียงความว่าซาตานคือปีศาจที่ชั่วร้ายคือวิญญาณทางด้านมืดและภาพรักต่างๆที่ได้พูดถึงลัทธิซาตานคือจะต้องมีพิธีกรรมต่างๆนานามากมายการบูชายันต์หรือแม้กระทั่งทรมานคนอื่นหรือตัวเองในรูปแบบต่างๆและอ้างว่ามันคือการกระทำที่ได้รับคำสั่งมาจากเทพซาตาน

ซึ่งคำว่าลัทธิซาตานจริงๆมันได้เป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า สำหรับข้อมูลที่เราได้ไปหามาเรากล้าพูดตรงนี้เลยว่า ลัทธิซาตานแบบดั่งเดิมไม่ได้มีความเชื่อในการบูชายันต์หรือการทำร้ายร่างกายตัวเองเลย แต่เราต้องขอบอกก่อนเลยว่าลัทธิซาตานมันจะแบ่งออกเป็นสองแบบคือ ลัทธิซาตานแบบเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่กับลัทธิซาตานแบบที่ไม่เชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่

โดยอย่างแรกเลยเราขอพูดถึงลัทธิซาตานแบบดั่งเดิมก่อนเลยก็คือลัทธิซาตานแบบที่ไม่มีเรื่องความเชื่อเรื่องพระเจ้าเลย แต่จะเชื่อไปทางกฎของธรรมชาติและได้เชื่อไปในทาง ปัจเจกนิยม มากกว่า โดดยข้อมูลที่เขาได้บันทึกเอาไว้เขาได้บอกว่าลัทธิซาตานแบบดั่งเดิมถูกก่อตั้งขึ้นโดยที่ไม่ได้ปกปิดหรือเป็นการแอบตั้งกลุ่มแต่อย่างใดเลยถูกก่อตั้งขึ้น

มาอย่างเป็นทางการโดยนักปรัชญาคนหนึ่ง ซึ่งนักปรัชญาคนนี้เขาก็ได้สร้างหลักธรรมคำสอนขึ้นมาที่มีชื่อว่าSatanic Bible โดยถูกสร้างขึ้นมาตามหลักปรัชญาและความเชื่อของตัวเขาเองในปี2512หรือหลังจากที่ตั้งลัทธิมาได้แค่สามปีเท่านั้นเอง โดยแนวความเชื่อและแนวปรัชญาหลักๆในซาตานไบเบิลจะมีอยู่สี่ข้อหลักๆเลยคือหนึ่งปรัชญาปัจเจกนิยมสองสุขนิยมสามอัตตานิยมและสี่ยึดตัวเองเป็ฯศูนย์กลางคือถ้าจะให้สรุปและให้พูดแบบให้เข้าใจกันง่ายๆมันก็จะเป็นอารมณ์คล้ายๆ

ว่าการที่เราได้อยู่ในลัทธิซาตานนับถือซาตานแบบดั่งเดิมเขาก็ได้มีปัดจัยหลักๆว่าการที่อยู่ในลัทธินี้จะไม่มีการแบ่งชนชั้นใดๆเลยทุกคนคือคนที่มีความเท่าเทียมและมีความเสมอภาคกันทั้งนั้นและการกระทำทุกการกระทำไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ดีหรือการกระทำที่เลวขอให้เป็นการกระทำที่เราได้ทำมันออกมาแล้วเรามีความสุจนั่นคือคำสอนของSatanic Bible

แต่ตรงนี้มันก็ยังได้มีข้อจำกัดความอยู่นิดนึงตรงที่ว่าในการที่เราจะทำเรื่องดีหรือเรื่องเลวจะต้องไม่มีการฆ่าชีวิตใดชีวิตหนึ่งมาเพื่อมาทำพิธีกรรมใดพิธีกรรมหนึ่งเพียงเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ข้อมูลที่เราได้ไปหามาเขายืนยันว่าไม่ได้มีอยู่ในซาตนSatanic Bibleเลย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์ แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก 2020

ตำนานมนุษย์นางฟ้าตัวจิ๋ว

Posted on 20 มิถุนายน 202020 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

สำหรับPixyก็จะมีรูปร่างที่คล้ายกับ แฟรี่ กับ ฟารี่ แต่มันก็จะแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยก็คือ พิกซี่ จะเป็นภูตตัวจิ๋วที่มีลักษณะขี้เล่นแล้วก็ขี้แกล้งมากกว่า แฟรี่ กัา ฟาซี่ และก็จะมีพลังที่แตกต่างกันออกไปอีกหนึ่งอย่างก็คือถ้าเกิดว่าใครที่ทำให้พิกซี่โกรธหรือทำให้พิกซี่ไม่พอใจ พิกซี่ก็จะเสกให้คนๆนั้นพบเจอแต่เรื่องซวยๆเจอแต่เรื่องแย่ๆว่ากันว่าเคยมีคนไปไปพบเจอกับ พิกซี่

และได้เข้าไปก่อกสนจึงทำให้พิกซี่นั้นไม่พอใจพิกซี่ก็เลยสาปมนต์ตรงนี้เข้าไปและคนๆนั้นก็ดวงซวยจัดในขณะที่เดินทางกลับเขาก็ได้พัดตกเขาและได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งตำนานภูตจิ๋วหรือว่าตำนานภูตป่าที่เราได้พูดถึงมาตรงนี้ในประเทศไทยเราก็ได้มีตำนานเหล่านั้นอยู่เหมือนกัน

โดยตำนานประเทศไทยเราจะเรียกตำนานภูตป่าหรือภูตจิ๋วว่ามักกะลีผลนั่นเอง ซึ่งจากข้อมูลที่เราได้ไปหามาและสรุปได้เรื่องรูปลักษณ์ลักษณะต่างๆหรือความเป็นมากมันอาจจะไม่ได้เหมือนเหล่าภูตป่าหรือแฟรี่พพิกซี่แต่มักกะลีผลก็ได้ถูกมองว่าเป็นวิญญาณเป็นภูตที่ได้อาศัยอยู่ในป่าเหมือนกับพิกซี่กับแฟรี่นั่นเอง

และ จากข้อมูลที่เราได้ไปหามาตรงนี้เขาก็ยังได้บอกอีกว่าคนในยุโรปส่วนใหญ่ได้เชื่อกันว่าตำนานแฟรี่นี้มันได้มีอยู่จริง ซึ่งในตามความเชื่อของพวกเขา เขาได้บอกว่าตามป่าตามเขาที่พวกเขาได้ไปอาศัยอยู่หรือไปเที่ยวกันจะมีนางฟ้าอาศัยอยู่เพื่อรักษาผืนป่าเหล่านั้นเพียงแต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะมองเห็นพวกเธอได้

แต่ใช่ว่าจะไม่มีใครสามารถที่จะมองเห็นได้เลยจะมีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ภูตเหล่านั้นจะออกมาให้เห็นโดยภูตป่าหรือแฟรี่เขาได้มองว่าคนๆนั้นเป็นคนที่ดีและเป็นคนที่มีจิตใจสะอาดเขาก็เลยปรากฎตัวออกมาให้เห็นเพื่อที่จะได้มาเล่นสนุกและให้พรคนๆนั้นนั่นเอง ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นความเชื่อที่คนยุโรปส่วนใหญ่เขาได้มีความเชื่อกัน

และเราเองก็เชื่อว่าหลยๆคนก็อาจจะตั้งคำถามเหมือนนกับที่เราได้ตั้งคำถามเอาไว้ในตอนแรกก็คือแล้วทำไมคนในปัจจุบันถึงไม่มีการเห็นภูตป่าหรือแฟรี่เลยทั้งๆที่เคยมีคนเข้าไปบุกป่าทั้งๆที่มีคนไปเที่ยวแต่ในปัจจุบันได้มีการเห็นน้อยมากหรือแทบไม่มีการเห็นเลยถ้าเอาในตามความเชื่อและตามข้อมูลที่เราไปหาข้อมูลมาได้ส่วนใหญ่แล้วเขาเชื่อกันว่าภูตป่าเหล่านี้จะมีคล้ายๆกับอีกหนึ่งมิติที่เขาได้อาศัยอยู่

 

 

สนับสนุนโดย  letou

ตํานานผีม้าบ้อง

Posted on 17 มิถุนายน 202017 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

              สำหรับตำนานผีม้าบ้องนั้นเป็นตำนานของไทยโดยเป็นตำนานที่เล่าเรื่องต่อๆกันมาในเขตทางภาคเหนือซึ่งบางคนก็เรียกผีม้าบ้อกนี่ว่าผีกะส่วนลักษณะอาการของผีม้าบ้องหรือผีกะนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกับผีปอบของจังหวัดในแถบทางภาคอีสานเป็นเหมือนลักษณะของการที่มนุษย์นั้นถูกผีเข้านั่นเอง แต่ความแตกต่างของผีกะหรือผีม้าบ้องนี้ก็คือหากมีการฝึกวิชาแก่กล้า

หรือแม้แต่มันมีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน มันก็จะมีการกลายเลเวลอัพเป็นผีม้าบ้องหรือที่เราเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่ามันจะกลายพันธุ์มาเป็นผีม้าบ้องนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพูดถึงม้าบ้องก็แสดงว่าร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของผีตัวนี้จะต้องเป็นม้าดังนั้นรูปร่างของผีม้าบ้องนั่นก็คือท่อนบนจะเป็นร่างกายเหมือนกับมนุษย์เลย

จะเป็นหญิงสาวที่มีความสวยงามแต่สำหรับขึ้นข้างล่างตั้งแต่เอวลงไปนั้นจะเป็นท่อนในรูปร่างของม้า ส่วนใหญ่แล้วคนทั่วไปมักจะไม่ค่อยได้เห็นผีม้าบ้องกันบ่อยมากนักส่วนมากจะเห็นแค่เพียงร่องรอยการเดินของมันรวมถึงเสียงร้องที่เป็นเสียงของม้าเท่านั้น ส่วนอาหารที่ผีม้าบ้องนั้นชอบกินก็คืออาหารที่มีกลิ่นคาวเส้นเลือดของสัตว์

  รวมถึงซากสัตว์ที่ตายแล้ว  และรกของเด็กแรกเกิด โดยผีม้าบ้องนั้นมักจะไปแอบซ่อนอยู่ตรงใต้บ้านที่จะมีหญิงสาวที่กำลังจะคลอดลูกออกมาเดินวันนั้นจะไปเฝ้าตั้งแต่ช่วงตอนประมาณ 19:00 นหรือก็คือตอนที่เริ่มพระอาทิตย์ตกดินโดยหลังจากที่มีใครคลอดลูกแล้วเมื่อมีคนนำรกเด็กไปทิ้งเมื่อเจ้ามาตัวนี้ก็จะรีบไปตรงที่ที่มีการทิ้งรกเด็กเอาไว้และทำการหยิบกินอย่างไม่หยุดยั้งซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาอย่างเป็นปริศนาธรรมให้ชาวบ้านคิดว่าอาจจะมีมาบ้างอยู่เป็นจริง

เพราะไม่ว่าเวลาที่มีใครนั้นคลอดลูกเช้าวันต่อมาเมื่อลงไปที่ใต้ถุนบ้านจะพบกับรอยกีบเท้าม้าขนาดใหญ่ อย่างที่เรารู้กันดีว่าปกตินั้นเวลาคนที่คลอดลูกแล้วจะนำรถเด็กไปจริงก็มักจะนำไปฝังไว้ใต้ดินโดยสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านที่มั่นใจว่าผีม้าบ้องนั้นมีจริงก็เพราะว่าพวกเขานั้นมักจะเห็นจุดที่ได้มีการฝังรกเด็กไว้นั้นมีร่องรอยของการถูกขุดออกไปและเมื่อเข้าไปดูก็พบว่ารถของเด็ก

ที่ได้ทำการฝังไว้นั้นหายไปเป็นปริศนามันทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าอาจจะมีกี่มาบ้างอยู่จริงๆไม่ว่าเรื่องนี้จะผ่านมานานสักแค่ไหนตราบใดที่ป่าแถวนั้นยังคงมีอยู่ก็จะยังคงมีซากศพของสัตว์ป่าที่ตายโดยเลือดของมันนั้นมักจะหายไปหรือแม้แต่เด็กที่ได้ทำการพึ่งคลอดมาใหม่ๆนั้นบางทีรถของเด็กนั้นก็จะหายไปเป็นปริศนาที่เดียวจำสุดท้ายเมื่อถึงผ่านมาถึงจุดปัจจุบันก็ยังไม่มีใครเคยพบกับมาบ้างตัวจริงได้ที่มันเป็นแค่ตำนานที่เล่าลือกันมาเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย  sagame

ปริศนาศาสนาโบราณ

Posted on 14 มิถุนายน 202014 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

เมื่อในปี2013นักโบราณคดีก็ได้พบสิ่งที่ประดิษฐ์ที่ได้อยู่ใต้ทะเลสาบติติกากา ซึ่งมันได้ตั้งอยู่ในพื้นที่บริเวณทางฝั่งชายแดนของโบลิเวีย ซึ่งวัตถุโบราณที่ได้มีการค้นพบนั้น มันได้แสดงถึงศาสนายุคก่อนอาณานิคม โดยทีมเหล่านักโบราณคดีที่ได้พบเหรียญทองสองเหรียญที่มันได้แสดงขึ้นเทพที่มันได้มีรังสีที่เปล่งออกมาจากด้านใบหน้าและแผ่นที่ดูเป็นโลหะที่มันได้มีลาดลายที่เป็นสัตว์ลูกผสมกัน

ในระหว่างเสือพูม่าผสมเข้ากับลามาอีกทั้งก็ยังได้มีเศษซากของกระดูกที่เป็นของลูกลามาทั้งสามตัวที่มันได้ถูกบูชายัญเอาไว้ทั้งนี้ก็ยังได้รวมไปถึงเปลือกหอยที่เป็นธรรมดาอยู่อีกหนึ่งชิ้นและก็ยังมีเปลือกหอยอยู่อีกหลายชนิดที่มันได้มีหนามอีกห้าชิ้นจากนั้นในการค้นพบครั้งล่าสุดนี้มันก็ยังได้มีความหมายที่มัน

เนื่องมาจากพื้นที่ดังกล่าวมันได้อยู่ห่างไปจากที่อยู่อาศัยของหอยในบางชนิดที่มันได้มีหนามออกไปมากกว่า1,900กม. ซึ่งมันก็ยังได้บ่งบอกว่าผู้คนในภูมิภาคนี้ก็ยังได้มีการทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกับคนที่อยู่นอกพื้นที่ นอกจากนี้ การที่ได้ค้นพบสิ่งของที่มันมีค่าในช่วงยุคสมัยนั้นมันก็ยังได้เป็นเครื่องที่บ่งชี้อีกว่า คนที่อยู่ในกลุ่มคนพื้นที่นี้ได้มีความภักดีต่อศาสนาของพวกเขา

เป็นอย่างมาก โดยพวกเขาก็ยังได้กำจัดสิ่งของที่มีค่าทิ้งไปจากนั้นด้าน นักมานุษยวิทยา โฮเซ เอ็ม. คาปรีเลส จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตท และผู้ที่ได้ร่วมเขียนรายงานที่ได้เปิดเผยในการค้นพบในครั้งนี้ โดยยังได้กล่าวถึงความสำคัญของศาสนา สำหรับการก่อตั้งสังคมขึ้นมาใหม่ทั้งนี้พวกเขาก็ยังได้กล่าวอีกว่า “เทพของผู้คนเหล่านี้ที่เขาได้สร้างขึ้นมานั้น

มันก็จะได้กลายมาเป็นสถาบันที่จะคอยควบคุมพฤติกรรมของผู้คน” จากนั้นนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีพวกเขาต่างก็ได้เชื่อกันว่าศาสนาใหม่ที่ไม่ได้มีการปรากฏชื่อนี้ซึ่งมันก็ยังได้มีบทบาทที่สำคัญในการเพิ่มจำนวนเหล่าประชากรของชาว ตีวานากุ เมื่อในปี2019 พวกเขาก็ได้ทำการตีพิมพ์ข้อมูลลงในวารสารสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ที่ได้มีการกล่าวถึงรายละเอียดการค้นพบในปี2013 พอล โกลด์ตีน นักโบราณคดี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แซนดีเอโก ได้กล่าวว่า “ตีวานากุ เป็นอาณษจักรของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่เคยได้ยินมากก่อน”นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ตีวานากุ ได้เจริญเติบโตและเฟื่องฟูจนอาณาจักรของพวกเขาล่มสลายลงในปี ค.ศ.1,000

โดยอาณาจักรนี้ได้ครอบคุมบางส่วนของโบลิเวีย ชิลี และ เปรู ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด อีกทั้งชาว ตีวานากุ ไม่ทิ้งร่องรอยของทางการทหารที่สำคัญใดๆไว้เลย จึงเชื่อว่า พวกเขาอาจจะมุ่งเน้นไปที่ศาสนา และการทำการค้ามากกว่าลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขาได้รับการเก็บรวบรวมมานานหลายปีแต่สำหรับในเรื่องลายละเอียดในเรื่องของศาสนาและวิธีที่ทำให้เขาพิชิตพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดขนาดนั้นได้ยังเป็นปริศนาจนมาถึงในปัจจุบัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน แจกเครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก

อุโมงค์ลึกลับในยุคชาวแอซเท็ก

Posted on 13 มิถุนายน 202013 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

ในตลอดปี2019ที่ผ่านมาก็ได้มีการค้นพบสิ่งต่างๆมากมายที่ทำให้เราได้เรียนรู้และได้เข้าใจหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปีที่ผ่านมาแล้วก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่ได้มีการค้นพบทางโบราณคดีอีกมากมายอยู่หลายอย่าง ซึ่งในการเรียนรู้ทางโบราณคดีเหล่านี้

นอกจากจะเป็นการไขปริศนาและประวัติศาสตร์ต่างๆที่พวกเราอาจจะยังไม่เข้าใจหรือเพื่อยืนยันความเข้าใจที่ได้มีมาก่อนหน้านี้สิ่งเหล่านี้มันก็ยังได้เป็นกุจแกที่สำคัญในการชี้ทางให้กับมนุษยชาติว่าพวกเราทำควรที่จะก้าวหน้าต่อไปและเรื่องราวต่อไปนี้มันคือเหตุการณ์ที่ได้มีการค้นพบทางโบราณคดีในปี2019ที่ผ่านมาอุโมงค์ลับ

ในบรรดาสิ่งก่อสร้างที่โลกลืมซึ่งได้มาค้นพบกันใหม่อีกครั้งในปีนี้ที่ที่โดดเด่นและมีความน่าทึ่งมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นอุโมงค์ลับในยุคอารยธรรมแอซเท็กที่ได้มีความเก่าแก่มากที่สุดถึง600ปี โดยคนงานในเมืองที่ได้อยู่ไกลกับเมืองหลวงของเม็กซิโกได้เป็นผู้ขุดค้นพบในขณะที่กำลังจะเตรียมพื้นถนนเพื่อก่อสร้างป้ายจอดรถประจำทางและในการตรวจสอบของนักโบราณคดีก็ยังได้พบอีกว่าอุโมงค์นี้

มันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบอุโมงค์การระบายน้ำที่สร้างขึ้นโดยจะมีสัญลักษณ์ของเทพที่ได้เป็นเทพแห่งสายฝนสายฟ้าและความอุดมสมบูรณ์ที่ได้ปรากฎอยู่บนรูปสลักหินและภาพวาดบนฝาผนังอุโมงค์ด้วย ซึ่งชาวแอซเท็กนั้นได้ขึ้นชื่อในเรื่องทางด้านวิศวะกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการชนลประทานการบริหารจัดการน้ำและการสร้างเกาะลอยที่มีขาดใหญ่

อยู่กลางทะเลสาปเชื่อกันว่าอุโมงค์ระบายน้ำที่มีการค้นพบล่าสุดนี้ได้สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิแอซเท็กในช่วงกลางศตวรรษที่15ซึ่งได้เป็นยุคที่จักรวรรดิแอซเท็กได้มีการปฏิรูในหลายๆด้านจนได้มีความมั่งคั่งและเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิมน้ำในเขื่อนแห่งวังศ์โบราณโพล่ขึ้นที่อีรักความแห่งแร้งผิดปกติในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้

จึงทำให้ระดับน้ำในเขื่อนมูซูนทางตอนเหนือของอีรักได้ลดลงเป็นอย่างมากจนได้เห็นซากของวังโบราณแห่งหนึ่งที่มันได้จมอยู่ใต้น้ำมานานอยู่หลายสิบปีทีมนักโบราณคดีของอีรักและเยอรมันจึงได้ใช้โอกาสนี้ได้เข้าไปทำการขุดค้นสำรวจจนพบว่าอาจจะเป็นซากของเมืองโบราณซาคิคูส่วนหนึ่งของอาณาจักรมิตาณีของชาวฮิไทซึ่งได้แพรอิทธิพลมาตั้งแต่ตุรกีไปจนถึงซีเรียและอีรักตอนเหนือ

 

ขอขอบคุณที่ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนัน บาคาร่า

เหตุการณ์ภรรยาของJohn Donn หรือเจตภูตทั้ง4

Posted on 9 มิถุนายน 20209 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

สำหรับเรื่องราวการที่ได้พบเจอตัวตนอีกตัวตนหนึ่งมันยังไม่ได้จบแต่เพียงเท่านั้นและในอดีตเก่าแก่ก็ยังเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งตามหลักข้อมูลที่เราได้ไปค้นมาเขาได้บอกว่า เมื่อประมาณปี1600 ได้มีกวีชาวอังกฤษคนหนึ่งที่ได้มีชื่อว่าJohn Donnได้บันทึกเหตุการณ์ที่เขาได้เจอDoppelgangerของภรรยาตัวเองว่า ในเวลานั้นเองที่ภรรยาของเขาที่กำลังท้องแก่ลังไกลคลอดJohn Donnที่กำลังเร่งรีบ

ออกจากที่ทำงาน เพื่อที่จะไปหาภรรยาของเขา จากนั้นเขาก็ได้เห็นภรรยาของเขาได้อุ้มเด็กทารกวัยแรกเกิดอยู่หน้าที่ทำงานของเขาท้ามกลางฝูงชนที่เดินผ่านไปผ่านมาเป็นจำนวนมาก่อนที่ภรรยาของเขาจะหายไปในฝูงชน ซึ่งในตอนนั้นเองJohn Donnเขาได้คิดว่าเขาหน้าจะตาฝาดเขาเลยรีบไปหาภรรยาที่โรงพยาบาล

แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้วพอJohn Donnได้ไปถึงโรงพยาบาลปรากฎว่าภรรยาและลูกของเขาได้เสียชีวิต เนื่องจากว่าอาการครรภ์เป็นพิษไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหตุการณ์นี้เขาได้มีการจดบันทึกเอาไว้จริงๆแล้วJohn Donnเขาก็ยังได้ยืนยันว่า เขาได้เห็นภรรยาของเขาอุ้มเด็กทารกอยู่ต่อหน้าเขาจริงๆก่อนที่ภรรยาของเขาจะหายตัวไปเขาก็เลย

สรุปใจความได้ว่านี่มันอาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวตนหนึ่งที่ได้ออกมาจากร่างกายของภรรยาของเขานั่นเองและตรงนี้มันก็เป็นข้อมูลในความเชื่อของDoppelgangerหรือตัวตนอีกตัวตนหนึ่งที่ชาวทางฝั่งตะวันตกเขาได้มีความเชื่อถึงกัน ซึ่งเหตุการณ์ตามความเชื่อแบบนี้ในประเทศไทยเราหรือในแทบประเทศเราก็มีความเชื่อคล้ายๆกันแต่ในความเชื่อของประเทศไทย

เรานี้จะไม่ได้มีความเชื่อว่าเขาจะมาโพล่ให้เราเห็นต่อหน้าต่อตาแต่คนเหล่านั้นที่จะมาโพล่ให้เราเห็นส่วนใหญ่แล้วจะเข้ามาโพล่ในความฝัน แล้วส่วนใหญ่ที่ได้เข้ามาโพล่ล้วนแล้วแต่จะมีอุบัติเหตุหรือเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับบุคคลคนนั้นเกือบจะทั้งหมด ซึ่งตรงนี้เราก็ได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมา ถ้าเอาตามความเชื่อของของคนไทยเขาจะเรียกสิ่งๆนี้วว่า เจตภูตทั้ง4

ซึ่ง เจตภูตทั้ง4ที่เราได้พูดถึงตรงนี้ถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจโดยง่ายๆมันก็คือความเชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่เราเชื่อกันว่าร่างกายของคนเรามันจะแบ่งออกเป็นสองอย่างนั่นก็คือกายหยาบกับดวงจิต ซึ่งสองซึ่งนี้จะอยู่ด้วยกันเลยทำให้เราเกิดร่างกาย

ที่เราสามารถขยับแล้วนึกคิดได้แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งดวงจิตของเรานั้นได้ออกจากร่างเราเหลือเพียงแต่กายหยาบเราก็จะเสียชีวิตหรือถ้ากายหยาบเราสูญสลายไปแต่ดวงจิตของเรายังอยู่เราก็อาจจะเป็นวิญญาณที่ล่องลอยไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะหมดอายุขัย

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานความรักของโกโบริและอังศุมาลิน 

Posted on 7 มิถุนายน 20207 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

 

           ตำนานความรักของโกโบริและอังศุมาลินนั้นเป็นตำนานความรักที่เหมือนกับเทพนิยายซึ่งหลายคนนั้นเปรียบเทียบเกี่ยวกับเรื่องของนิทานเจ้าหญิงกับชายแดนเมื่อวานเรื่องราวความรักในครั้งนี้เป็นการแต่งแต้มเรื่องราวที่มาจากนามปากกาของทมยันตีโดยเป็นเรื่องราวความรักของหญิงสาวชาวไทยกับนายทหารของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเองโดยสถานที่เกิดเหตุนั้นคือประเทศไทยอยู่ตรงบริเวณสถานีรถไฟธนบุรีกับสถานีรถไฟ

บางกอกน้อยซึ่งตำนานความรักของทั้งโกโบริอังศุมาลินนี้เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันดีเพราะมีการถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครหลายต่อหลายครั้งด้วยกันปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้จัดนำมาสร้างเป็นละครและภาพยนตร์ให้เราเห็นกันอยู่อย่างหนึ่งเมืองสำหรับตำนานความรักของทั้งคู่นั้นเกิดขึ้นเมื่อมีสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น

และประเทศญี่ปุ่นได้ใช้ประเทศไทยในการเป็นภาพมีทหารญี่ปุ่นเดินเพ่นพ่านอยู่ในเมืองไทยมากมายส่วนประเทศไทยเองนั้นก็มีการเข้าร่วมกับประเทศญี่ปุ่นแต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มใต้ดินนั้นเข้าร่วมกับฝ่ายตรงข้ามก็คือประเทศอังกฤษนั่นเองซึ่งนายทหารโกโบรินั้นเป็นหัวหน้านายทหารและได้มาพบรักกับหญิงสาวชาวไทยที่ชื่อว่าอังศุมาลินโดยในครั้งแรกนั้นอังศุมาลินนั้นไม่ได้เกิดความรักต่อโกโบริเลยเนื่องจากเธอนั้นมีคนรักอยู่แล้วซึ่งคนรักของเธอนั้นต้องไปเป็นทหาร

เพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เองจึงทำให้อังศุมาลินนั้นเกลียดทหารญี่ปุ่นเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามทั้งโกโบริอังศุมาลินจำเป็นต้องแต่งงานกันด้วยเหตุผลทางการเมืองแล้วเมื่อแต่งงานไปแล้วชายหนุ่มญี่ปุ่นที่ชื่อว่าโกโบริก็ทำทุกวิถีทางที่จะพยายามเอาชนะใจอังศุมาลินหญิงสาวที่ตนเองรักส่วนอังศุมาลินนั้นก็แพ้ความดีของโกโบริเธอก็รักก็เช่นเดียวกันแต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่สามารถที่จะยอมรับความเป็นจริงได้ว่าท้ายที่สุดแล้วเธอนั้นรักโกโบริทำให้เธอและคนนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยกัน

อย่างมีความสุขได้เรื่องราวดำเนินไปจนถึงเมื่อมีเหตุการณ์ที่ประเทศอังกฤษต้องมาทิ้งระเบิดที่บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของกองกำลังทหารของโกโบริและโกโบริก็ถูกระเบิดจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยในครั้งนั้นซึ่งอังศุมาลินนั้นทราบเรื่องราวในการทิ้งระเบิดในครั้งนี้จึงวิ่งมาหาโกโบริที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยและคนทั้งคู่ก็สารภาพความรักกันโดยปรินั้นบอกกับอังศุมาลินว่าเขาจะไปรอหญิงสาวที่ทางช้างเผือกซึ่งอังสุมารินทร์ก็รับปากว่าหากเธอตายไปเธอจะไปหาที่ทางช้างเผือกและตำนานความรักของคนทั้งคู่ก็เป็นที่ซาบซึ้งใจของคนดูนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ต่างประเทศ

ตำนานความรักของแม่นาคพระโขนง

Posted on 6 มิถุนายน 20206 มิถุนายน 2020Categories ตำนานTags ,

      เรื่องราวตำนานความรักของแม่นาคพระโขนงนั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งตรงกับสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์โดยเรื่องราวที่เล่าขานกันมานี้ชาวบ้านยืนยันปากต่อปากว่าเป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นจริงของชาวบ้านพระโขนงซึ่งเราสามารถที่จะไปเห็นศาลของแม่นาคได้ที่วัดมหาบุศย์เขตพระโขนงนั่นเองและทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังพากันไปเคารพสักการะและขอพรแม่นาค

พระโขนงกันไม่ขาดสายโดยส่วนใหญ่แล้วจะขอพรในเรื่องของการไม่ให้ลูกหลานนั้นจับได้ไปเกณฑ์ทหารรวมถึงขอพรในเรื่องของความรักด้วยซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสุขสมหวังสำหรับเรื่องราวความรักของแม่นาคพระโขนงนั้นเป็นที่ร่ำลือกันทั่วพระโขนงเลยทีเดียวเพราะว่าเป็นความรักมั่นของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอมีรักมากต่อสามีของเธอ

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาวที่ชื่อนาคได้แต่งงานกับสามีที่ชื่อพี่มากแต่หลังจากแต่งงานอยู่กินกันไม่ได้นานบ้านเมืองเกิดศึกสงครามทำให้พี่มากต้องไปเป็นทหารเพื่อออกรบในสงครามซึ่งระหว่างที่พี่มากไปออกรบนั้นเองแม่นาคก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาและเนื่องจากศึกสงครามนั้นติดกันอย่างยาวนานทำให้แม่นากนั้นเฝ้ารอพี่มากอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยความรักและความคิดถึงโดยเธอมักจะมานั่งรอพี่มากที่ท่าน้ำอยู่เสมอตรงหน้าบริเวณบ้านของเธอเองจนในที่สุดเธอก็ใกล้คลอดลูก

และในคืนหนึ่งเธอก็เจ็บท้องและคลอดลูกแต่เนื่องจากเด็กในท้องนั้นไม่ยอมกลับหัวทำให้เธอไม่สามารถคลอดลูกออกมาได้เนื่องจากสมัยนั้นวิวัฒนาการทางการแพทย์ยังไม่เหมือนในสมัยนี้ที่สามารถผ่าท้องคลอดได้ทำให้แม่นากนั้นเสียชีวิตตายทั้งกลมเนื่องจากเสียเลือดมากนั่นเองและตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่งร้องไห้คร่ำครวญ

เรียกพี่มากในช่วงเวลาค่ำคืนจนเป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านกันเป็นอย่างมากและเมื่อพี่มากกลับมาจากการเป็นทหารก็ปรากฏว่าวิญญาณของแม่นาคนั้นมาคอยรอรับพี่มากที่ท่าน้ำโดยที่พี่มากไม่รู้เลยว่าแม่นาคนั้นตายแล้วซึ่งพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันระยะหนึ่งชาวบ้านก็ได้มาบอกกล่าวเรื่องราวให้พี่มากฟังว่าแม่นากนั้นไปแล้ว

จนในที่สุดพี่มากนั้นก็หนีมาที่วัดเพื่อหวังว่าวิญญาณของแม่นาคนั้นจะได้ไปผุดไปเกิดแต่แม่นาคนั้นยังเกิดความอะไรรักในตัวพี่มากจึงได้ตามมาอาละวาดที่วัดแต่แล้วในที่สุดก็มีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาช่วยกันสะกดวิญญาณแม่นาคเพื่อที่แม่นากนั้นจะได้สงบและไปผุดไปเกิดนับตั้งแต่นั้นมาเรื่องราวความรักของแม่นาคพระโขนง เป็นที่เล่าขานตั้งแต่นั้นสืบต่อกันมา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนัน